วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๑๒)

๑๒. ประกอบบุญญลักษณ์

     คร้ังหนึ่งข้าพเจ้าไปประชุมพุทธสมาคมที่จังหวัดอยุธยา ได้พบท่านผู้หนึ่งจากภาคใต้มาประชุมด้วย  ท่านผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่สง่างามมากน่าเลื่อมใส ชื่อของท่านก็แปลก คือ "นหุต" ถามว่าแปลว่าอะไร ท่านบอกว่า "นหุต" แปลว่า "หมื่น"  ข้าพเจ้าว่าชื่อแปลกหูดี ท่านหัวเราะว่า "ชื่อพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๖" แล้วเล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งท่านไปซ้อมรบเสือป่าที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี  ในหลวงรัชกาลที่ ๖ เสด็จมาพบเข้าก็ทรงถามว่า "เอ็งชื่อไร" กราบทูลว่า "ชื่อ ตี๋"  ในหลวงตรัสว่า "เอ็งนี่ถ้าเกิดมาสมัยสามก๊ก ก็เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมพลตั้งหมื่น" ตรัสต่อไปว่า "ข้าจะใหม่เอาไหม" "เอาพระเจ้าข้า"  "เอ้าเอ็งชื่อ "นหุต"  ตั้งแต่บัดนี้ไป  "นหุต" แปลว่า "หมื่น"
     ชีวิตของท่านผู้นี้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ  ได้ดีเพราะรูปร่างลักษณะดี  เป็นที่เกรงขามของคนท้ังหลาย
     เล่ากันอีกว่า  สมัยสงครามโลกคร้ังที่ ๑ ในพ.ศ.๒๔๖๐ ประเทศสยามส่งกองทัพไปร่วมรบกับยุโรปด้วย ในหลวงรัชกาลที่่ ๖ ทรงเลือกทหารอาสาสมัครจำนวนมากเหลือเกินต้องการ และถึงขั่นหาแม่ทัพ ทรงเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถันมาก เพราะจะต้องไปรบในยุโรป ไปติดต่อกับทหารฝรั่ง  ความรู้ความสามารถทางทหารต้องดีพอ  ภาษาอังกฤษต้องใช้การได้ และที่สำคัญคือ รูปร่างลักษณะต้องใหญ่โตผึ่งผาย พอทึ่จะยืนคุยกับทหารฝรั่งอยางองอาจ  รวมทั้งต้องมีชาติตระกูลเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยด้วย คนอย่างนี้หาได้ยากยิ่ง ในที่สุดก็ได้ทรงพลเอก พระยาเทพหัสดิน( ผาด เทพหัสดิต ณ อยุธยา)  เพราะท่านมีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างที่ต้องประสงค์  ข้อสำคัญคือ ท่านมีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ ผึ่งผายสมพระราชหฤทัย 
     ได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่พูดกันมานานแล้วว่า  "คนที่จะมีบุญวาสนาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ได้นาน  และเจริญก้าวหน้าสูง จะต้องมีรูปร่างลักษณะ มีบุญคู่ควรกับตำแหน่ง คนที่ไม่มีรูปร่างลักษณะเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่ง จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน และคนที่มีรูปร่างลักษณะเด่นเกินตำแหน่ง ก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน" คนแรกจะหลุดจากตำแหน่งลงต่ำ คนที่สองจะพ้นจากตำแหน่งไปสู่ที่ตำแหน่งสูงกว่าเดิม
     คำกล่าวนี้ ได้เคยสังเกตุดูก็รู้สึกว่าจะเป็นจริงไม่น้อย กำนันที่มีชื่อเสียง มักจะมีลักษณะที่เหมาะสมกับหัวหน้าคนทั้งตำบล  สมภารเจ้าวัดที่มีคนเคารพนับถือมากนั้น รูปร่างลักษณะท่านมีลักษณะมีรัศมีเปล่งปลั่ง เห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาทุกคนไป ตำแหน่งสำคัญ อธิบดี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี บุคคลิกลักษณะท่านสง่ามีราศีน่าเคารพนับถือ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอยู่นานถึง ๑๐ กว่าปี  มีบุคคลิกลักษณะสง่างามมาก เรื่องนี้แม้ในต่างประเทศก็มีตัวอย่าง เช่น เซอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดอร์โกล ประธานาธิบดีฝรั่งเศส หรือแม้แต่สตาลิน หรือเมาเจ๋อตุง ก็ล้วนมีบุคคลิกลักษณะดีทั้งน้ัน  จึงอยู่ในตำแหน่งมีอำนาจวาสนานานกว่าคนอื่น 
     การเลือกสรรคนขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย  คือเลือกสรรคนที่มีรูปร่างลักษณะดี เพราะรูปร่างลักษณะจะเป็นสิ่งจูงใจให้คนเคารพนับถือ สามารถปกครองบัญชาคนให้อยู่อย่างปกติสุขได้  คนทั้งหลายจะให้ความร่วมมือ ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน  
    การสรรหาบุคคลเข้าร่วมคณะ หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ จึงต้องถือหลัก "ประกอบบุญญลักษณ์" ซึ่งหมายความว่า "ลักษณะที่มีบุญคู่ควรกับตำแหน่ง" ด้วย 
     เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่มิใช่น้อย  ใครไม่เชื่อก็ลองสังเกตุดูเอาเองเถิด  
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๑๑)

๑๐ พหูชนเห็นชอบ


     "พหูชน" หมายความว่า ชนส่วนมากหรือคนส่วนใหญ่ พหูชนเห็นชอบ หมายความว่า คนส่วนมากเห็นชอบด้วย  
     การเลือกสรรคนให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญ มีหน้าที่บังคับบัญชาคน หรือทำงานเกียวกับสาธารณชนน้ัน  จำเป็นต้องสดับตรับฟังเสียงของคนส่วนใหญ่ว่าเขาเห็นชอบด้วยหรือไม่ พูดง่ายๆก็คือมีคะแนนนิยมในหมู่คณะเป็นอย่างไร ไม่ใช่นายชอบคนเดียว หรือเป็นคนสนิทของหัวหน้าคนเดียว คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่สำคัญ คนอื่นจะพูดอย่างไรไม่ฟังเสียง คนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ย่อมจะทำงานไม่ได้ผล เพราะคนเขาไม่ศรัทธา คนส่วนมากเขาไม่เลื่อมใส คนในปกครองไม่ยอมรับ คนหมู่มากไม่นับถือ เขาจะไม่ร่วมมื่อร่วมใจด้วย  หรืออาจถึงขั้นวางมือหรือขัดขวางเอาด้วย  เรื่องทำงานใหญ่ให้สำเร็จจึงยากนัก  มีแต่จะทำปัญหาต่างๆให้เกิดตามมาในภายหลัง  คนเก่งๆหรือคนที่ดูท่่าทีภายนอกว่าปรีชาสามารถ แต่พอมอบหมายงานบางอย่างให้ทำกลับทำไม่สำเร็จ วิ่งโร่มาร้องทุกข์ว่าคนเขาไม่ร่วมมือด้วยบ้าง มีคนขัดขวางขัดคอบ้าง  ตนไปทำงานขัดขวางผลประโยชน์เขาเข้าทำให้เขาโกรธเกลียดบ้าง  สรุปรวมความแล้วก็คือ ทำงานไม่ได้ผล  มีข้อแก้ตัวต่างๆนานา น่าเห็นใจ น่าจะพลอยโกรธเกลียดคนที่คนที่ใม่ให้ความร่วมมือด้วยนั้น  แต่ถ้าาดูให้ดีก็จะรู้ว่าการทีคนเขาไม่ให้ความร่วมมือดด้วยน้ัน เพราะคนของเราขาดคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง  จะเรียกว่าขาดมนุษยสัมพันธหรือขาดตรงที่ว่า "พหูชนเห็นชอบ"   คือคนส่วนมากเขาก็มีหู มีตา มีใจที่จะพูดจะฟัง หรือรู้อะไรได้ เขาก็สรุปได้ว่าเขาไม่เห็นชอบที่จะต้ังคนคนนี้ให้ไปทำงาน เขาจึงไม่ยอมร่วมมือด้วย  บางทีถึงข้ันขัดขวางด้วยซ้ำไป 

     ได้ยินข้าราชการเขาพูดกันบ่อยๆว่า "คนดีของเจ้านาย คือคนร้ายของลูกน้อง" คือคนที่นายชอบ คนสนิท   คนไว้ใจ  คนดีของนายน้้นไม่ได้เป็นคนดีของคนส่วนใหญ่เสมอไป  เป็นเพราะสายตาของนายน้ันไม่กว้างไกลมองได้ทะลุปรุโปร่งออกไปถึงคนที่ดีกว่า  นอกน้ันนายหูหนักด้วยจึงไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาจากภายนอก  

     ตรงกันข้ามถ้านายมีสายตากว้างไกล มีหูที่จะสดับตรัับฟังเสียงคนส่วนใหญ่  ก่อนทีจะแต่งตั้งผู้ใดก็ลองซาวเสียงดุเสียก่อน   ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงควรแต่งตั้ง   เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ "พหูชนเห็นชอบ" แล้ว  เขาจะได้รับความร่วมมือจากคนทั่วไป  เขาจะทำงานได้สำเร็จ  ไม่เกิดปัญหาใดๆ พลังของคนส่วนใหญ่นี้สำคัญมาก มีอิทธิพลมาก บางทีงานใหญ่ๆงานยากๆ กลับทำสำเร็จอย่างปาฎิหารย์  เพราะพลังของคนส่วนใหญ่ร่วมมือร่วมใจ ช่วยทั้งกำลังคน กำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังแรงเป็นปากเป็นเสียงให้ทุกอย่่าง  เรื่องอย่างนี้อย่าว่าแต่ทางโลกหรือทางราชการเลย แม้แต่ทางพระสงฆ์องค์เจ้าก็เคยปรากฎ ถ้าเจ้าคณะจังหวัดตั้งพระภิกษุเป็นสมภารวัดหนึ่ง  ถ้าได้สมภารที่ประชาชนเคารพศรัทธาเชื่อถือ  ประชาชนก็ร่วมมือทั้งการงานการเงินทุกอย่าง วัดก็เจริญก้าวหน้า
      เรืองพหูชนเห็นชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนี่ง ในการคัดเลือกสรรหาบุคคล  เพื่อแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือเพื่อมอบหมายงานสำคัญให้ทำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกียวกับสาธารณชน  ยิ่งเป็นงานในระดับสูงขนาดตั้งรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลยิ่งสำคัญมาก  เพราะถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นชอบด้วย ก็จะอยู่ได้ไม่นาน  จะพลอยให้รัฐบาลล้มง่ายๆ แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะสร้างคามมั่นคงให้แก้รัฐบาลเป็นอย่างดี
     ก็เช่นเดียวกับงานทุกหน่วยงาน  ถ้าได้คนที่คนส่วนมกเห็นชอบมาร่วมงาน  ก็จะทำให้หน่วยงานน้ันได้รับความนิยมเชือถือ และได้รับความร่วมมือจากคนทั่วไป
     การสรรหาคนที่ "พหูชนเห็นชอบ" จึงเป็นเรื่องสำคัญมากดังกล่าวนี่แล
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล(ตอนที่ ๑๐)


๑๐ รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่


     คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมมีหน้าที่ทุกคน  มีหน้าที่ตั้งแต่เกิดจนตาย  มีหน้าที่คนละอย่าง  เมื่่อเกิดเป็นเด็กก็ต้องทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่  เมื่อโตขึ้นเข้าเรียนก็มีหน้าที่เป็นลูกศิษย์ ต้องรู้จักทำหน้าทีของศิษย์หรือนักเรียนทีดี เป็นหนุ่มสาวแต่งงานแล้ว  ก็มีหน้าที่เป็นสามีภรรยาต้องรู้จักทำหน้าทีของพ่อแม่ ทำอาชีพการงานใดก็ต้องรู้จักหน้าที่นั้น เช่นเป็นข้าราชการก็ต้องรู้จักหน้าที่ที่ดีของข้าราชการ  ข้าราชการทุกคนย่อมมีหน้าที่ ๒ หน้าที่ คือ หน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเคารพคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ทำงานเต็มความรู้ความสามารถของตน  ทำงานด้วยความเสียสละอุทิศเวลา อุทิศชีวิตจิตใจเพื่องานในหน้าที่  รู้จักใช้ไหวพริบรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว  รู้จักรักษาระเบียบวินัยแบบแผนกฎหมาย  ไม่ลำเอียงด้วยอคติใดๆ มุ่งรักษาผลประโยชน์ของราชการ เรื่องต่างๆเหล่านี้เรียกว่ารู้จักหน้าที่ของผู้น้อย 
     หน้าทีของข้าราชการอีกอย่างหนึ่งก็คือ  หน้าที่ของผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา  นอกจากจะต้องทำหน้าที่ของช้าราชการทั้วไปแล้ว ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญขาหรือหัวหน้างานทีดีด้วย  หน้าทีที่เพิ่มขึ้นนี้จะต้องมีความรับผืดชอบสูงขึ้น  มากขึ้น กว้างขึ้น  หนักขึ้น  ตามลำดับความสำคัญของหน้าที่่น้ันๆ   แต่หน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เห็นได้แน่นอนคือหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาคน   หน้าที่นี้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ จะต้องรู้จักคุมคน การคุมคนให้ทำงานน้ันเป็นหน้าทีสำคัยมาก  ทั้งเป็นศาสตร์เป็นศิลป์ คือเป็นวิชาการที่ต้องนำมาปฎิบัตให้ได้ผล  การที่จะคุมคนได้ดีเพียงใดน้ัน  อยู่ทีความรู้ความสามารถ ความอดทน ความสุจริต ความยุติธรรม ความรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ความมีไหวพริบ ความมีเมตตา ความเฉีบบขาด  และคุณสมบัติอื่นๆอีกมากขึ้นอยู่กับสมอง น้ำใจ และบุคคลิกของผู้นั้นเป็นคนๆไป  โบราณท่านพูดว่า  อ่านคนได้ ใช้คนเป็น เฟ้นคนถูก ปลุกคนงาม ห้ามคนฟัง สั่งคนทำ นำคนตาม   บุคคลจะได้รับความสำเร็จในการเป็นหัวหน้าคนไม่เท่าเทียมกัน เพราะสร้างสมบารมีมาไม่เท่ากัน 
     แต่เรื่องสำคัญในการเลือกสรรคนก็คือ  ต้องเลือกสรรคนที่ "รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่"  ของตน  ผู้ที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ของตนนี่แหละที่สังคมทุกสังคมต้องการ   คนที่มีความรู้หาได้ไม่ยาก  แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ คนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ๋
  
     รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ หมายความว่าอย่างไร
     หมายความว่า  รู้จักหน้าที่ของตน  รู้จักทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รู้ตัวว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง  เพราะคนเรามีหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน   หน้าที่ลูก หน้าที่พ่อแม่  หน้าที่ผู้น้อย  หน้าที่ผู้ใหญ่  ต้องรู้จักทำหน้าที่ให้ครบถ้วนถูกต้อง   ต้องตัดสินใจว่า ถ้าหากจะเลิกทำงานหลายๆอย่างพร้อมๆกันจะเลือกทำอะไรก่อนหลัง  ต้องรู้จักว่าหน้าที่อะไรสำคัญกว่า ต้องรู้จักว่าหน้าที่ใดผลัดได้  หน้าที่ใดผลัดไม่ได้  ข้าราชการบางคนเป็นกรรมการต่างๆตั้ง ๒๐ แห่ง  บางทีนัดพร้อมๆกันต้ัง ๕ คณะ  จึงต้องเลือกสรรว่าจะไปทำหน้าที่ใดด้วยตนเอง   จะมอบหน้าที่อะไรให้ใครไปทำแทนโดยหน้าที่ประจำก็ไม่เส่ียหาย หน้าที่พิเศษก็ได้ผลดี ต้องรู้จักแบ่งเวลาแบ่งหน้าที่ให้ดี ผู้รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่จึงจะสมควรเป็นผู้ใหญ่ สมควรเป็นหัวหน้าคน สมควรเลือกสรรให้ทำหน้าที่สำคัญ
     เคยได้ฟังผู้ใหญ่ดุลูกน้องระดับหัวหน้างานว่า "คุณไม่รู้จักว่างานอะไรสำคัญกว่ากัน แล้วคุณจะเป็นหัวหน้างานระดับสูงนี้ได้
อย่างไร"
     แม่ทัพผู้สามารถน้ัน คุมกองทัพทั้งกองทัออกต่อสู้กับข้าศึก  จะต้องรู้จักตัดสินใจสั่งการแม่ทัพนายกองได้ว่า  จะให้หน่วยใดรุกรบอย่างไร ถอยอย่างไร  จึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก  รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง  อย่างพระเจ้าตากสินมหาราช และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือผู้รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ 
     การที่ราชการบ้านเมืองยังหย่อนประสิทธิภาพอยู่  เพราะคนเราที่มีการศึกษาสูง  มีแต่ความรู้สูงทางด้านวิชาการ  แต่ไม่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่  ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดี  ให้ถูกต้องเรียบร้อยครบถ้วน เอาแต่เพ่งเล็งจับผิดท่าน  หน้าที่ของตัวเองไม่สนใจ ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เรียกว่าไม่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่
     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคล จึงต้องเลือกสรรคนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ คือเลือกคนที่ทำหน้าที่ของตัวให้ดีเป็นเรื่องสำคัญ คนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่นั้น มักจะเป็นคนตั้งหนาต้ังตาทำงานไม่ใช่นักพูด หรือดีแต่พูดเท่านั้น 
(โปรดติดตามตอนต่อไป)