คำนำ
การบริหารราชการนั้น หัวหน้างานมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือ การพิจารณาคัดเลือกสรรหาบุคคลมาร่วมคณะบริหาร เมื่อหัวหน้างานคือตำแหน่งรองลงไปว่างลง จะต้องแต่งต้ังบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งน้ัน จำเป็นจะต้องพิจารณาคัดเลือก หรือสรรหาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น ถ้าเลือกได้คนที่เหมาะสม งานก็จะเจริญก้าวหน้า ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ถ้าเลือกคนได้ไม่เหมาะสม งานก็จะไม่ค่อยก้าวหน้า มีปัญหาเกิดขึ้นมาให้ต้องแก้ไขอยู่เสมอ การคัดเลือกสรรหาบุคคลจึงสำคัญไม่ใช่น้อย นับว่าเป็นเรื่องสำคัญเบื้องแรกของการบริหารราชการ
คนบางคนสมัยนี้ มักจะพูดกันว่า การบริหารราชการสมัยโบราณของไทยเรานั้น การคัดเลือกแต่งต้ังคนเป็นระบบ"อุปถัมภ์" ไม่ใช่ ระบบ" คุณธรรม" สู้สมัยปัจจุบันไม่ได้ เพราะเป็นระบบคุณธรรมถือเอาความรู้ความสามารถเป็นหลักในการแต่งตั้งบุคคล แต่บางคนก็พูดอีกว่า ทุกวันนี้ระบบพรรคพวก เป็นยุคของการเล่นพรรคเล่นพวก จะแต่งต้ังใครก็คำนึงถึงพวกของตนก่อน เป็นนักเรียนร่วมโรงเรียน ร่วมรุ่นบ้าง สมัยประชาธิปไตยก็ถือพรรค พรรคการเมืองไหนได้ขึ้นเป็นใหญ่ก็ตั้งคนในพรรคของตน หรือคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองของตน นายกรัฐมนตรีเป็นคนภาคไหน ก็เอาคนภาคน้ันมาเป็นพรวน
อันที่จริงสมัยประชาธิปไตย ท่านจะแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่ท่านก็คัดเลือกคนจากวงในของท่าน จนมีคำพูดว่าคนที่จะได้ดีเร็วนั้น ต้องมีชาติ มีตระกูล มีมูลนาย ก็จริงอยู่ แต่คนที่มีชาติผู้ดีมี่ตระกูลมูลนายนั้นก็มีอยู่มากด้วยกัน ในจำนวนคนเหล่านี้ ท่านก็ต้องคัดเลือกแต่งตั้งเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งได้หมดทุกคน คนที่เป็นลูกท่านหลานเธอ ตกต่ำอยู่ก็มี เพราะขาดคุณสมบัติที่ท่านต้องการ เช่น ความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี เป็่นต้น แม้ในยุคสมัยที่ว่าเป็นยุคเล่นพรรคเล่นพวกนี้ บรรดาคนที่เป็นพรรคเป็นพวก เป็นพึ่น้องร่วมภาค ร่วมรุ่น ก็มีอยู่มากหน้าหลายตา จำเป็นที่จะต้องคัดเลือกสรรหาเหมือนกัน เพราะฉนั้นไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน การเล่นพรรคเล่นพวก เล่นภาค ก็คงมีอยู่ แม้พระบรมศาสดาก็สอนว่า "ญาตฺกานญฺจสฺโห เอตฺมคลมฺตตัง " (การสงเคราะห์ญาติเป็นอุดมมงคล) แต่จะสงเคราะห์แต่งตั้งญาติให้เป็นใหญ่หมดทุกคนก็คงไม่ได้ แม้ในหมู่ญาติก็ต้องพิจารณาคัดเลือกเหมือนกัน บางทีคนอื่นดีกว่าญาติก็มีอยู่ ถึงจะดันทุรังแต่งต้ังญาติที่ขาดความรู้ ความสามารถ ไม่ซื่อสัตย์คนอื่นเขาคงไม่ยอม
เพราะฉนั้นก็พอสรุปได้ว่าไม่ว่ายุคไหน สมัยใด ไม่ว่าจะเรียกระบบอุปถัมภ์หรือระบบเล่นพรรคเล่นพวก หรือเล่นภาค ก็คงจะคัดเลือกสรรหาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งอยู่ตลอดไป ไม่ว่าประเทศเสรีประชาธิปไตย หรือประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกัน
จึงเป็นภาระหน้าทีึ่ของผู้มีอำนาจจะต้องคัดเลือกสรรหาบุคคล เพื่อแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น การพิจารณาคัดเลือกสรรหาบุคคลนี ้ผู้มีอำนาจย่อมจะมีหลักเกณฑ์ยึดถือแล้ว เช่นมีกฎหมาย กฎ ก.พ. ระเบียบ หรืแม้แต่หลักเกณฑ์โดยเฉพาะของหมู่คณะน้ัน วงงานน้ัน หรือแม้แต่หลักเกณฑ์ในใจของผู้มีอำนาจเอง ก็ล้วนแต่มีหลักเกณฑ์ทั้งสิ้น ซึ่งที่จริงก็เป็นหลักเกณฑ์กว้าง หรือ หลักเกณฑ์อันเลื่อนลอย ถึงเวลาปฎับ้ติจริงๆเข้าก็มักจะเป็น "หลักเกณฑ์ตามอำเภอใจ" เช่น เมื่อตำแหน่ง "เจ้าเมือง" หรือ "อธิบดี" ว่างลง รัฐมนตรีมหาดไทยท่านจะต้ังใครขึ้่นแทนท่านก็คงจับเอาคนขึ้นมา ๔ - ๕ คน ดูประวัติหน้าตาแล้วก็ตัดสินใจเลือก คนที่ฉันชอบ คนหนึ่งแล้วก็แต่งต้ังคนนั้น
แต่ "หลักเกณฑ์อันละเอียดอ่อน" หรือ "หลักเกณฑ์อันแยบคาย " หรือ "หลักเกณฑ์อันชอบธรรม" ในการสรรหาบุคคล ตนเองก็ไม่ติเตียนตนเองได้ คนอื่นก็ไม่ตำหนิได้นั้น ยังไม่่เห็นมีใครเขียนขึ้น
ข้าพเจ้าจึงอยากจะอาสาเขียน "หลักเกณฑ์อันละเอียดอ่อน" หรือ "หลักเกณฑ์อันแยบคาย" หรือ "หลักเกณฑ์อันชอบธรรม" ในการพิจารณาสรรหาบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อให้ท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวงพิจารณาสักเรืองหนึ่ง ส่วนที่ว่าจะเหมาะจะดีจะควรนำไปใช้ปฎิบัติได้เพียงใดนั้นก็สุดแท้แต่ท่่านจะพิจารณากันต่อไปว่า "หลักการสรรหาบุคคล" ๑๕ ประการนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้เพียงใด ท่านผู้ใดเคยใช้หลักเกณฑ์เหลานี้บางข้อหรือหลายข้อแล้วแต่สามัญสำนึกก็มีอยู่เป็นอันากใช่หรือไม่ ลองถามตัวท่านเองดูเถิด ขอเรียนว่า หลักเกณฑ์นี้เป็นหลักเกณฑ์แบบไทยๆ ของเราเองที่ใช้กันมานานแต่โบราณแล้ว หากแต่ยังไม่มีผู้ใดเขึยนขึ้นไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า "หลักการสรรหาบุคคล" นี้มีผู้ใช้กันอยู่แล้วโดยสามัญสำนึก หากแต่ยังไม่มีผู้ใดเขียนขึ้นไว้เป็นหลักฐาน ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นไว้ เพื่อจะได้ใช้กันเป็นหลักฐานต่อไป อย่างน้อยก็สำหรับคนที่ชอบใจหลักเกณฑ์นี้สักคนหนึ่งคือ ตัวข้าพเจ้าเอง ซึ่งมี่อำนาจหน้าที่สรรหาบุคคลอยุู่เหมือนกัน
เทพ สุนทรศารทูล
๑๘ มี่นาคม ๒๕๒๔

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น