วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๑๒)

๑๒. ประกอบบุญญลักษณ์

     คร้ังหนึ่งข้าพเจ้าไปประชุมพุทธสมาคมที่จังหวัดอยุธยา ได้พบท่านผู้หนึ่งจากภาคใต้มาประชุมด้วย  ท่านผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่สง่างามมากน่าเลื่อมใส ชื่อของท่านก็แปลก คือ "นหุต" ถามว่าแปลว่าอะไร ท่านบอกว่า "นหุต" แปลว่า "หมื่น"  ข้าพเจ้าว่าชื่อแปลกหูดี ท่านหัวเราะว่า "ชื่อพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ ๖" แล้วเล่าให้ฟังว่า คราวหนึ่งท่านไปซ้อมรบเสือป่าที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี  ในหลวงรัชกาลที่ ๖ เสด็จมาพบเข้าก็ทรงถามว่า "เอ็งชื่อไร" กราบทูลว่า "ชื่อ ตี๋"  ในหลวงตรัสว่า "เอ็งนี่ถ้าเกิดมาสมัยสามก๊ก ก็เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมพลตั้งหมื่น" ตรัสต่อไปว่า "ข้าจะใหม่เอาไหม" "เอาพระเจ้าข้า"  "เอ้าเอ็งชื่อ "นหุต"  ตั้งแต่บัดนี้ไป  "นหุต" แปลว่า "หมื่น"
     ชีวิตของท่านผู้นี้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ  ได้ดีเพราะรูปร่างลักษณะดี  เป็นที่เกรงขามของคนท้ังหลาย
     เล่ากันอีกว่า  สมัยสงครามโลกคร้ังที่ ๑ ในพ.ศ.๒๔๖๐ ประเทศสยามส่งกองทัพไปร่วมรบกับยุโรปด้วย ในหลวงรัชกาลที่่ ๖ ทรงเลือกทหารอาสาสมัครจำนวนมากเหลือเกินต้องการ และถึงขั่นหาแม่ทัพ ทรงเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถันมาก เพราะจะต้องไปรบในยุโรป ไปติดต่อกับทหารฝรั่ง  ความรู้ความสามารถทางทหารต้องดีพอ  ภาษาอังกฤษต้องใช้การได้ และที่สำคัญคือ รูปร่างลักษณะต้องใหญ่โตผึ่งผาย พอทึ่จะยืนคุยกับทหารฝรั่งอยางองอาจ  รวมทั้งต้องมีชาติตระกูลเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยด้วย คนอย่างนี้หาได้ยากยิ่ง ในที่สุดก็ได้ทรงพลเอก พระยาเทพหัสดิน( ผาด เทพหัสดิต ณ อยุธยา)  เพราะท่านมีคุณสมบัติพร้อมทุกอย่างที่ต้องประสงค์  ข้อสำคัญคือ ท่านมีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ ผึ่งผายสมพระราชหฤทัย 
     ได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่พูดกันมานานแล้วว่า  "คนที่จะมีบุญวาสนาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ได้นาน  และเจริญก้าวหน้าสูง จะต้องมีรูปร่างลักษณะ มีบุญคู่ควรกับตำแหน่ง คนที่ไม่มีรูปร่างลักษณะเหมาะสมคู่ควรกับตำแหน่ง จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน และคนที่มีรูปร่างลักษณะเด่นเกินตำแหน่ง ก็จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน" คนแรกจะหลุดจากตำแหน่งลงต่ำ คนที่สองจะพ้นจากตำแหน่งไปสู่ที่ตำแหน่งสูงกว่าเดิม
     คำกล่าวนี้ ได้เคยสังเกตุดูก็รู้สึกว่าจะเป็นจริงไม่น้อย กำนันที่มีชื่อเสียง มักจะมีลักษณะที่เหมาะสมกับหัวหน้าคนทั้งตำบล  สมภารเจ้าวัดที่มีคนเคารพนับถือมากนั้น รูปร่างลักษณะท่านมีลักษณะมีรัศมีเปล่งปลั่ง เห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาทุกคนไป ตำแหน่งสำคัญ อธิบดี ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี บุคคลิกลักษณะท่านสง่ามีราศีน่าเคารพนับถือ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอยู่นานถึง ๑๐ กว่าปี  มีบุคคลิกลักษณะสง่างามมาก เรื่องนี้แม้ในต่างประเทศก็มีตัวอย่าง เช่น เซอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เดอร์โกล ประธานาธิบดีฝรั่งเศส หรือแม้แต่สตาลิน หรือเมาเจ๋อตุง ก็ล้วนมีบุคคลิกลักษณะดีทั้งน้ัน  จึงอยู่ในตำแหน่งมีอำนาจวาสนานานกว่าคนอื่น 
     การเลือกสรรคนขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย  คือเลือกสรรคนที่มีรูปร่างลักษณะดี เพราะรูปร่างลักษณะจะเป็นสิ่งจูงใจให้คนเคารพนับถือ สามารถปกครองบัญชาคนให้อยู่อย่างปกติสุขได้  คนทั้งหลายจะให้ความร่วมมือ ไม่ดื้อดึงฝ่าฝืน  
    การสรรหาบุคคลเข้าร่วมคณะ หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ จึงต้องถือหลัก "ประกอบบุญญลักษณ์" ซึ่งหมายความว่า "ลักษณะที่มีบุญคู่ควรกับตำแหน่ง" ด้วย 
     เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอยู่มิใช่น้อย  ใครไม่เชื่อก็ลองสังเกตุดูเอาเองเถิด  
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๑๑)

๑๐ พหูชนเห็นชอบ


     "พหูชน" หมายความว่า ชนส่วนมากหรือคนส่วนใหญ่ พหูชนเห็นชอบ หมายความว่า คนส่วนมากเห็นชอบด้วย  
     การเลือกสรรคนให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญ มีหน้าที่บังคับบัญชาคน หรือทำงานเกียวกับสาธารณชนน้ัน  จำเป็นต้องสดับตรับฟังเสียงของคนส่วนใหญ่ว่าเขาเห็นชอบด้วยหรือไม่ พูดง่ายๆก็คือมีคะแนนนิยมในหมู่คณะเป็นอย่างไร ไม่ใช่นายชอบคนเดียว หรือเป็นคนสนิทของหัวหน้าคนเดียว คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่สำคัญ คนอื่นจะพูดอย่างไรไม่ฟังเสียง คนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ย่อมจะทำงานไม่ได้ผล เพราะคนเขาไม่ศรัทธา คนส่วนมากเขาไม่เลื่อมใส คนในปกครองไม่ยอมรับ คนหมู่มากไม่นับถือ เขาจะไม่ร่วมมื่อร่วมใจด้วย  หรืออาจถึงขั้นวางมือหรือขัดขวางเอาด้วย  เรื่องทำงานใหญ่ให้สำเร็จจึงยากนัก  มีแต่จะทำปัญหาต่างๆให้เกิดตามมาในภายหลัง  คนเก่งๆหรือคนที่ดูท่่าทีภายนอกว่าปรีชาสามารถ แต่พอมอบหมายงานบางอย่างให้ทำกลับทำไม่สำเร็จ วิ่งโร่มาร้องทุกข์ว่าคนเขาไม่ร่วมมือด้วยบ้าง มีคนขัดขวางขัดคอบ้าง  ตนไปทำงานขัดขวางผลประโยชน์เขาเข้าทำให้เขาโกรธเกลียดบ้าง  สรุปรวมความแล้วก็คือ ทำงานไม่ได้ผล  มีข้อแก้ตัวต่างๆนานา น่าเห็นใจ น่าจะพลอยโกรธเกลียดคนที่คนที่ใม่ให้ความร่วมมือด้วยนั้น  แต่ถ้าาดูให้ดีก็จะรู้ว่าการทีคนเขาไม่ให้ความร่วมมือดด้วยน้ัน เพราะคนของเราขาดคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่ง  จะเรียกว่าขาดมนุษยสัมพันธหรือขาดตรงที่ว่า "พหูชนเห็นชอบ"   คือคนส่วนมากเขาก็มีหู มีตา มีใจที่จะพูดจะฟัง หรือรู้อะไรได้ เขาก็สรุปได้ว่าเขาไม่เห็นชอบที่จะต้ังคนคนนี้ให้ไปทำงาน เขาจึงไม่ยอมร่วมมือด้วย  บางทีถึงข้ันขัดขวางด้วยซ้ำไป 

     ได้ยินข้าราชการเขาพูดกันบ่อยๆว่า "คนดีของเจ้านาย คือคนร้ายของลูกน้อง" คือคนที่นายชอบ คนสนิท   คนไว้ใจ  คนดีของนายน้้นไม่ได้เป็นคนดีของคนส่วนใหญ่เสมอไป  เป็นเพราะสายตาของนายน้ันไม่กว้างไกลมองได้ทะลุปรุโปร่งออกไปถึงคนที่ดีกว่า  นอกน้ันนายหูหนักด้วยจึงไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาจากภายนอก  

     ตรงกันข้ามถ้านายมีสายตากว้างไกล มีหูที่จะสดับตรัับฟังเสียงคนส่วนใหญ่  ก่อนทีจะแต่งตั้งผู้ใดก็ลองซาวเสียงดุเสียก่อน   ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงควรแต่งตั้ง   เพราะถ้าแต่งตั้งคนที่ "พหูชนเห็นชอบ" แล้ว  เขาจะได้รับความร่วมมือจากคนทั่วไป  เขาจะทำงานได้สำเร็จ  ไม่เกิดปัญหาใดๆ พลังของคนส่วนใหญ่นี้สำคัญมาก มีอิทธิพลมาก บางทีงานใหญ่ๆงานยากๆ กลับทำสำเร็จอย่างปาฎิหารย์  เพราะพลังของคนส่วนใหญ่ร่วมมือร่วมใจ ช่วยทั้งกำลังคน กำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังแรงเป็นปากเป็นเสียงให้ทุกอย่่าง  เรื่องอย่างนี้อย่าว่าแต่ทางโลกหรือทางราชการเลย แม้แต่ทางพระสงฆ์องค์เจ้าก็เคยปรากฎ ถ้าเจ้าคณะจังหวัดตั้งพระภิกษุเป็นสมภารวัดหนึ่ง  ถ้าได้สมภารที่ประชาชนเคารพศรัทธาเชื่อถือ  ประชาชนก็ร่วมมือทั้งการงานการเงินทุกอย่าง วัดก็เจริญก้าวหน้า
      เรืองพหูชนเห็นชอบจึงเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนี่ง ในการคัดเลือกสรรหาบุคคล  เพื่อแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหรือเพื่อมอบหมายงานสำคัญให้ทำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกียวกับสาธารณชน  ยิ่งเป็นงานในระดับสูงขนาดตั้งรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลยิ่งสำคัญมาก  เพราะถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นชอบด้วย ก็จะอยู่ได้ไม่นาน  จะพลอยให้รัฐบาลล้มง่ายๆ แต่ถ้าได้คนที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะสร้างคามมั่นคงให้แก้รัฐบาลเป็นอย่างดี
     ก็เช่นเดียวกับงานทุกหน่วยงาน  ถ้าได้คนที่คนส่วนมกเห็นชอบมาร่วมงาน  ก็จะทำให้หน่วยงานน้ันได้รับความนิยมเชือถือ และได้รับความร่วมมือจากคนทั่วไป
     การสรรหาคนที่ "พหูชนเห็นชอบ" จึงเป็นเรื่องสำคัญมากดังกล่าวนี่แล
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

หลักการสรรหาบุคคล(ตอนที่ ๑๐)


๑๐ รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่


     คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมมีหน้าที่ทุกคน  มีหน้าที่ตั้งแต่เกิดจนตาย  มีหน้าที่คนละอย่าง  เมื่่อเกิดเป็นเด็กก็ต้องทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่  เมื่อโตขึ้นเข้าเรียนก็มีหน้าที่เป็นลูกศิษย์ ต้องรู้จักทำหน้าทีของศิษย์หรือนักเรียนทีดี เป็นหนุ่มสาวแต่งงานแล้ว  ก็มีหน้าที่เป็นสามีภรรยาต้องรู้จักทำหน้าทีของพ่อแม่ ทำอาชีพการงานใดก็ต้องรู้จักหน้าที่นั้น เช่นเป็นข้าราชการก็ต้องรู้จักหน้าที่ที่ดีของข้าราชการ  ข้าราชการทุกคนย่อมมีหน้าที่ ๒ หน้าที่ คือ หน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเคารพคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ทำงานเต็มความรู้ความสามารถของตน  ทำงานด้วยความเสียสละอุทิศเวลา อุทิศชีวิตจิตใจเพื่องานในหน้าที่  รู้จักใช้ไหวพริบรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว  รู้จักรักษาระเบียบวินัยแบบแผนกฎหมาย  ไม่ลำเอียงด้วยอคติใดๆ มุ่งรักษาผลประโยชน์ของราชการ เรื่องต่างๆเหล่านี้เรียกว่ารู้จักหน้าที่ของผู้น้อย 
     หน้าทีของข้าราชการอีกอย่างหนึ่งก็คือ  หน้าที่ของผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชา  นอกจากจะต้องทำหน้าที่ของช้าราชการทั้วไปแล้ว ยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญขาหรือหัวหน้างานทีดีด้วย  หน้าทีที่เพิ่มขึ้นนี้จะต้องมีความรับผืดชอบสูงขึ้น  มากขึ้น กว้างขึ้น  หนักขึ้น  ตามลำดับความสำคัญของหน้าที่่น้ันๆ   แต่หน้าที่ของผู้ใหญ่ที่เห็นได้แน่นอนคือหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาคน   หน้าที่นี้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้ใหญ่ จะต้องรู้จักคุมคน การคุมคนให้ทำงานน้ันเป็นหน้าทีสำคัยมาก  ทั้งเป็นศาสตร์เป็นศิลป์ คือเป็นวิชาการที่ต้องนำมาปฎิบัตให้ได้ผล  การที่จะคุมคนได้ดีเพียงใดน้ัน  อยู่ทีความรู้ความสามารถ ความอดทน ความสุจริต ความยุติธรรม ความรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ความมีไหวพริบ ความมีเมตตา ความเฉีบบขาด  และคุณสมบัติอื่นๆอีกมากขึ้นอยู่กับสมอง น้ำใจ และบุคคลิกของผู้นั้นเป็นคนๆไป  โบราณท่านพูดว่า  อ่านคนได้ ใช้คนเป็น เฟ้นคนถูก ปลุกคนงาม ห้ามคนฟัง สั่งคนทำ นำคนตาม   บุคคลจะได้รับความสำเร็จในการเป็นหัวหน้าคนไม่เท่าเทียมกัน เพราะสร้างสมบารมีมาไม่เท่ากัน 
     แต่เรื่องสำคัญในการเลือกสรรคนก็คือ  ต้องเลือกสรรคนที่ "รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่"  ของตน  ผู้ที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ของตนนี่แหละที่สังคมทุกสังคมต้องการ   คนที่มีความรู้หาได้ไม่ยาก  แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ คนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ๋
  
     รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ หมายความว่าอย่างไร
     หมายความว่า  รู้จักหน้าที่ของตน  รู้จักทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รู้ตัวว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง  เพราะคนเรามีหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน   หน้าที่ลูก หน้าที่พ่อแม่  หน้าที่ผู้น้อย  หน้าที่ผู้ใหญ่  ต้องรู้จักทำหน้าที่ให้ครบถ้วนถูกต้อง   ต้องตัดสินใจว่า ถ้าหากจะเลิกทำงานหลายๆอย่างพร้อมๆกันจะเลือกทำอะไรก่อนหลัง  ต้องรู้จักว่าหน้าที่อะไรสำคัญกว่า ต้องรู้จักว่าหน้าที่ใดผลัดได้  หน้าที่ใดผลัดไม่ได้  ข้าราชการบางคนเป็นกรรมการต่างๆตั้ง ๒๐ แห่ง  บางทีนัดพร้อมๆกันต้ัง ๕ คณะ  จึงต้องเลือกสรรว่าจะไปทำหน้าที่ใดด้วยตนเอง   จะมอบหน้าที่อะไรให้ใครไปทำแทนโดยหน้าที่ประจำก็ไม่เส่ียหาย หน้าที่พิเศษก็ได้ผลดี ต้องรู้จักแบ่งเวลาแบ่งหน้าที่ให้ดี ผู้รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่จึงจะสมควรเป็นผู้ใหญ่ สมควรเป็นหัวหน้าคน สมควรเลือกสรรให้ทำหน้าที่สำคัญ
     เคยได้ฟังผู้ใหญ่ดุลูกน้องระดับหัวหน้างานว่า "คุณไม่รู้จักว่างานอะไรสำคัญกว่ากัน แล้วคุณจะเป็นหัวหน้างานระดับสูงนี้ได้
อย่างไร"
     แม่ทัพผู้สามารถน้ัน คุมกองทัพทั้งกองทัออกต่อสู้กับข้าศึก  จะต้องรู้จักตัดสินใจสั่งการแม่ทัพนายกองได้ว่า  จะให้หน่วยใดรุกรบอย่างไร ถอยอย่างไร  จึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก  รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง  อย่างพระเจ้าตากสินมหาราช และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือผู้รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ 
     การที่ราชการบ้านเมืองยังหย่อนประสิทธิภาพอยู่  เพราะคนเราที่มีการศึกษาสูง  มีแต่ความรู้สูงทางด้านวิชาการ  แต่ไม่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่  ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดี  ให้ถูกต้องเรียบร้อยครบถ้วน เอาแต่เพ่งเล็งจับผิดท่าน  หน้าที่ของตัวเองไม่สนใจ ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เรียกว่าไม่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่
     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคล จึงต้องเลือกสรรคนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่ คือเลือกคนที่ทำหน้าที่ของตัวให้ดีเป็นเรื่องสำคัญ คนที่รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่นั้น มักจะเป็นคนตั้งหนาต้ังตาทำงานไม่ใช่นักพูด หรือดีแต่พูดเท่านั้น 
(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๙)


๙. เป็นคนกตัญญูกตเวที

     กตัญญูกตเวที หมายความตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมุูู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนา  คือรู้จักคุณของท่านที่ทำไว้แล้วแก่ตนอย่างหนึ่ง รู้จักตอบแทนคุณท่านที่ทำไว้แก่ตนอย่างหนึ่ง  พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า "ภูมิ เวสัปปุวิทัสานัง กตัญญู กตเวติตข "  แปลว่า ความกตัญญูกตเวที เป็นภูมิฐานของสัปบุรุษ หรือ "สาธุ รูปา นฺนินิตตตํ กตัญญูกตเวทิตา"  แปลว่า ความรู้คุณท่าน และรู้จักตอบแทนคุณท่าน เป็นเครื่องหมายของคนดี  ในวงการของคนดีย่อมต้องการคนดีเข้าร่วมคณะ ในสมาคมของคนดีบ่อมต้องการคนดีเข้ามาร่วมสังคม  เพราะฉนั้น เมื่อพระท่านรับรองว่าเครื่องหมายของคนดีคือ ความที่รู้จักคุณท่านและคนที่รู้จักตอบแทนคุณท่านเช่นนี้  เราจึงต้องเลือกสรรหาเอาคนที่รู้จักคุณคนและรู้จักตอบแทนคุณท่านเข้ามาไว้ร่วมหมู่คณะ ร่วมงาน และร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมชีวิตจิตใจกัน  ความกตัญญูกตเวทีจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญต้องกำหนดไว้ในการสรรหาบุคคลประการหนึ่ง  ซึ่งเป็นหลักธรรมดาสามัญอยู่แล้ว 
     แต่การที่เราจะทราบได้ว่าผู้ใดมีความกตัญญูกตเวทีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องสำคัญว่าจะต้องดูกันให้ดี บางทีก็ต้องใช้เวลาทดสอบน้ำใจกัน   หรือต้องสืบประวัติกันนาน  ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน
     โลกปัจจุบันนี้  จิตใจคนเปลี่ยนไป คนส่วนมากมักจะคิดว่าที่ฉันมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ที่ฉันได้ดีมีความสุขความเจริญ ที่ฉันประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะฉันเป็นคนดีคนเก่งเอง ไม่มีใครช่วยให้ฉันได้ดีมีสุขเลย  คนจำพวกนี้มักจะอ้างพุทธภาษิตเสียด้วยว่า "อัตตาหิ อัตโนนาโถ"  ตนเป็นที่พึ่งของตน  ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว  ไม่มีใครช่วยให้เราได้ดีได้ นอกจากตัวเราเอง  บางทีเขาก็เผลอๆคิดไปว่าเขาสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงคนเดียวในโลกนี้โดยไม่ต้องพึ่งใครเลย  เมื่อเรามีทัศนคติเช่นนี้แล้ว  เรื่องความกตัญญูกตเวทีก็ไม่ต้องพูดถึง  เป็นเรื่องของคนแก่ที่จะทวงบุญคุณกับเด็กๆ เสียมากกว่า  บางคนน้ันไปไกลมากจนถึงขั้นที่ว่า  พ่อแม่ก็ไม่มีบุญคุณแก่ลูก  เพราะพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลูกเกิดมา  พ่อแม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงลูก ครูสอนศิษย์เพราะอาชีพหาเลี้ยงตัว  อันทีจริงก็คืออาชีพรับจ้างสอนศิษย์จะมีบุญคุณต่อศิษย์ได้อย่างไร

     แท้ที่จริงน้ัน คนเป็นสัตว์ประเสริฐ คนแตกต่างจากสัตว์เพราะคนมีธรรมะประจำใจ  และคนดีแตกต่างจากคนชั่วเพราะคนดีมีศีลมีธรรม  ธรรมที่สำคัญของคนดีคือ  ความรู้จักคุณท่านและรู้จักตอบแทนคุณท่าน  การรู้จักคุณท่านและตอบแทนคุณท่านนี้แหละเป็นน้ำใจเชื่อมโยงคนให้อยากช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน ไม่ทอดทิ้งกัน  เพราะรู้ว่าทำคุณแก่เขาไว้เขาจะรู้จักคุณคน  และเขาจะตอบแทนคุณตามโอกาส คนมีความผูกพันกันที่จิตใจที่โบราณเรียกว่าน้ำใจ

     โดยเฉพาะข้าราชการน้ัน อันที่จริงทุกคนก็มีความรู้ความสามารถ เกือบจะเท่ากัน หาอะไรวัดได้ยากว่าใครดีกว่ากัน แต่สิ่งที่วัดกันได้แน่ก็คือคนใดเป็นคนรู้จักบุญคน  คนใดรู้จักตอบแทนคุณคน เพราะเหตุว่าผู้ใหญ่น้ันย่อมเป็นผู้ที่ให้คุณแก่ผู้น้อยด้วยการส่งเสริมให้ได้ดีมีสุข  คอยคุ้มครองป้องกันผู้น้อยให้พ้นภัยพ้นทุกข์ ในวงราชการนั้นไม่มีใครเลยที่จะแต่งต้ังตัวเองได้  ไม่มีใครจะเลื่อนเงินเดือน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งให้ตนเองได้  ไม่มีใครเลยที่จะป้องกันความผิดพลาดบกพร่องให้แก่ตัวเองได้ทุกอย่างไป  ต้องอาศัยผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น  คนที่ได้ดีมีสุข  พ้นภัยพ้นทุกข์ จึงมิได้เป็นเอง  พ้นได้เอง  ต้องอาศัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการตอบแทนคุณแผ่นดิน 

     เพราะฉนั้นคนที่รู้จักคุณท่านและตอบแทนคุณท่านจึงเป็นคนดี ไม่อวดดื้อถือดี  ไม่จองหองพองลม ไม่กระด้าง ไม่แข็งข้อ   รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน  เพราะเป็นคนทีรู้จักคุณคน  เมื่อมีโอกาสรีบตอบแทนคุณท่านทันที  อย่างนี้แหละคนน้ันจึงจะมีผู้เมตตา เอ็นดู รักใคร่  อยากช่วยเหลืออุ้มชู อยากส่งเสริมให้ได้ดีมีสุข อยากช่วยให้พ้นภัยพ้นทุกข์  และคนอย่างนี้แหละจึงควรให้มาร่วมงาน ร่วมคณะ ร่วมคิด ร่วมทุกข์ ร่วมสุข  คนอย่างนี้แหละคือคนดีจริง ยิ่งกว่ามีความรู้ความสามารถุอย่างเดียว  เพราะเป็นคนไว้ใจได้ เชื่อถือใจได้ว่าไม่คิดคดทรยศ  ไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหายแก่หมู่คณะ ผู้ฉลาดเลือกสรรคนจึงต้องเลือกเอาคนที่มีความกตัญญุกตเวทีมาร่วมงานเป็นหลักสำคัญ
     ความกตัญญูกตเวทีน้ันมี ๓ อย่างคือ
     ๑. กตัญญูกตเวทีต่อผู้น้อย  ผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกน้องที่ได้ช่วยเหลือกิจการให้สำเร็จเรียบร้อยเป็นผลดีแ่กตัวหัวหน้าหรือหมู่คณะ ผู้น้อยก็เป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้ใหญ่เหมือนกัน  เป็นหน้าที่ที่ผู้ใหญ่จะต้องรู้จักคุณ และตอบแทนคุณเขา  ยกย่องชมเชยและปูนบำเหน็จความชอบเขาตามสมควร  ไม่อวดว่าเป็นผลงานของตนเอง ไม่ลบล้างคุณงามความดีของลูกน้อง  ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ลืมคุณงามความดีของลูกน้อง
     ๒. กตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา เจ้านายหรือหัวหน้า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ที่ได้ช่วยเหลือส่งเสริมตนมาก่อน  ทำให้ตนได้รับความสุขความเจริญ  ได้ดีมีหน้าอยู่จนบัดนี้  เพราะบารมีของท่านผู้ใหญ่ ได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลมาทั้งทางตรงทางอ้อม  จะต้องเคารพคารวะ ไม่ล่วงเกิน ไม่ข้ามกราย ไม่ดูหม่ิ่นดูแคลน ไม่ล่มคุณท่านจะต้องหาโอกาสตอบแทนคุณท่าน  แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆและเรื่องสำคัญ   ปีใหม่วันเกิด หรือท่านเจ็บป่วย มีธุระการงาน ก็ไปเยี่ยมเยียนด้วยความเคารพ  ไม่จำเป็นต้องเอาข้าวของมีค่าเกินฐานะของตนไปให้ท่านแต่อย่างใดเลย  เป็นแต่แสดงให้ท่านรู้ว่าเรามีน้ำใจกตัญญุไม่ลืมท่านก็พอแล้ว
     ๓ กตัญญูกตเวทีต่อสถาบันหรือสถานที่  เช่นโรงเรียนเก่าที่ได้เคยศึกษาอยู่จนเราได้ดีมีสุข  บ้านเกิดเมืองเกิด วัดวาอารามที่เคยอยู่ สถานที่ทำงานเดิมที่เคยอยู่อาศัยทำงานเลี้ยงตัวมาจนได้รับความสุขความเจริญ จะต้องหาทางไปตอบแทนเมื่อมีโอกาสตามกำลังฐานะของตน
     ผู้ใดได้แสดงความกตัญญูกตเวทีดังกล่าวนี้ เขาผู้้นั้นเป็นผู้ควรคบหาสมาคม ควรรับเข้าร่วมหมู่คณะ  ควรแต่งต้ังให้เป็นผุ้ใหญ่เป็นหัวหน้าคนได้   เพราะเขาจะไม่ทรยศต่อบุคคล  ไม่เป็นพิษเป็นภัยแ่ก่บุคคลอ่ื่นเลย เขาจะทำงานตอบแทนให้เมื่อภายหลังด้วยความกตัญญุกตเวทีที่มีอยู่ในน้ำใจเขา  การเลือกสรรคนชนิดนี้ย่่อมเป็นคุณประโยชน์ท้ังแก่หัวหน้างาน แก่หมู่คณะ แก่สถาบัน แก่บุคคลทุกๆคนไม่ต้องสงสัยเลย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๘)

๗. เป็นเวไนยชน

     เวไนยชน  แปลว่า ชนที่มีวินัย  หรือคนที่อยู่ในระเบียบวินัย  คนที่มีระเบียบวินัยน้ันเป็นเครื่องหมายแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเป็นคนเจริญ  เป็นคนที่ได้รับการศึกษามาดีแล้ว  เป็นคนที่ได้รับการอบรมมาจากสำนักที่ดีแล้ว  ชาติที่เจริญน้ันชนในชาติของเขาเป็นคนที่มีระเบียบวินัย  เคารพกฎหมาย ประพฤติตนอยู่ในแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรม  สมเด็จพระบรมราชินีนาถท่านเสด็จไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๔  ท่านทรงชมคนชาติญี่ปุ่นว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยในชีวิตการงานอย่างยิ่ง บ้านเมืองสะอาดเรียบรัอย  ผู้คนไม่ทิ้งขยะตามใจชอบ  คนของเขาเคารพกฎหมาย  อยุ่ในรเบียบวินัยท้ังการทำงานและการปฎิบัติตน  จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่เจริญรุงเรือง 

     ทุกวันนี้คนในบ้านเมืองเรา  ได้รับการศึกษาสูงขึ้น ยกย่องตนว่าเป็นคนเจริญ  เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญษชน  หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนว่าไม่ใช่คนป่าเถือน  แสดงออกด้วยการแต่งกายและการใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่ราคาแพง  แสดงออกด้วยการทำอะไรตามใจชอบ

     ในหมู่ข้าราชการเองก็มีข้าราชการที่ล้วนแต่มีการศึกษาสูงโดยมาก  จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยและผ่านการศึกษาจากต่างประเทศกันมาก็มาก  เรียกว่า เป็นยุคสมัยดอกเตอรืเกร่อเมือง

     แต่ถ้าสังเกตุดูให้ดีแล้ว  ก็จะเห็นว่าคนไทยเราเหล่านี้ ที่พากันทนงตนว่าเป็นคนเจริญมีการศึกษาดีนี่แหละ  ยังชอบทำอะไรตามใจชอบอยุ่  ไม่ยอมปฎิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย ชอบฝ่าฝืนกฎหมาย ชอบฝ่าฝืนข้อบังคับ  ชอบทำตัวเป็นอภิสิทธิชน  ชอบแสดงตนว่าฉันใหญ่พอที่จะไม่ต้องปฎิบัติตามระเบียบแบบแผนเหมือนคนอื่นๆ  ท้ังหลายท้ังปวง  หนักๆเข้าก็สำแดงตนว่าไม่เคาระเชื่อฟังคำส่ังของผู้บังคับบัญชา  ไม่ยอมอยุ่ในโอวาทของเจ้านาย  ดูหมิ่นคนแก่คนเฒ่าแม้แต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์  พระสงฆ์ผ้ทรงศึลทรงธรรมว่าคร่ำครึล้าสมัย  กระทำการโจมตีเจ้านายของตนให้คนอืนฟังเพื่อแสดงความฉลาด อวดเก่ง  อวดดี  อวดว่ามีปัญญาสำแดงอาการกระด้างกระเดื่องคื้อดึง ฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับที่วางไว้  ยิ่งถ้านาย่อนแอ โง่เขลา แก่เฒ่าอายุมาก มีเมตตาสูงหรือล้าสมัยเรื่องการศึกษา ไม่ได้ผ่านเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้ปริญญาสูงเท่าหรือสุงกว่าตน ยิ่งแสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามไม่นับถือ  ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงเอาทีเดียว  การงานก็หลีกเลี่ยงหยิ่งโหย่ง  ไม่เอาจริงเอาจังไม่ต้ังใจ ถ้านายมอบให้ทำงานอะไรที่ตัวไม่ชอบก็แสดงอาการไม่พอใจดูหมิ่นงานว่าไม่พอมือ ไม่พอความสามารถ ไม่คู่ควรกับความรู้ของตน  อยากจะทำงานสำคัญๆทั้งๆที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้นายเห็น  ให้นายเชื่อใจไว้ใจเสียก่อน  สิ้นปี้ถ้าไม่ไม่เลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ๒ ขั้น เหมือนคนที่เขาต้ังใจทำงานมีความรับผิดชอบมากกว่าก็ยิ่งวุ่นวายฟุ้งซ่านมากขึ้น  โจมตีนินทานาย  เพ็งเล็งจับผิดคนอื่นว่าเลวกว่าตน  ความสามารถด้อยกว่าตน  เอาแต่ประจบนายสอพลอนาย นายจึงโปรด ส่วนตัวเขามีความรู้ดี  ความสามารถก็สูง นายไม่โปรด  เข้าใจผิดไปใหญ่โต กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิในวงราชการโดยไม่รูตัว   เหมือนเขาว่า ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงาหัวของตัวเอง

     คนอย่างนี้แหละคือคนที่เรียกได้ว่า  ไม่ใช่เวไนยชน   แม้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ไม่โปรดหรือโปรดไม่ได้  คนที่ไม่ยอมเชื่อฟังไม่ยอมอยู่ในโอวาทเช่นนี้ท่านเรียกว่า  ไม่ใช่ พุทธเวไนย   พระพุทธองค์ก็ต้องตัดออกไปนแกพระธรรมวินัย  ไม่โปรดไม่สอน  ไม่รับไว้ในพระธรรมวินัยเช่นเดียวกัน

     เพราะฉนั้น  การที่หัวหน้างานจะเลือกสรรแต่งต้ังคนใหเป็นหัวหน้าคน   ให้ทำงานร่วมคณะ  ก็จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะไม่เลือกสรรเอาคนที่ไม่ใช่เวไนยชน แตจะเลือกสรรเอาคนดีที่เป็นเวไนยชน ถ้าความรู้ความสามารถเท่ากัน คนหนึ่งเป็นเวไนยชน อีกคนหนึ่งไม่เป็นเวไนยชน  ก็ต้องเลือกคนเป็นเวไนยชนก่อน  ถึงคนที่เป็นเวไนยชนจะหย่อนความรู้นิดหน่อย  ความสามารถน้อย   ก็คงเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนอยู่ดี   เพราะเป็นคนที่พูดกันรู้เรื่อง  เข้าใจกันง่าย  ยอมรับคำแนะนำ  ตักเตือน  ยอมรับการอบรมสั่งสอน  ต่อไปก็คงจะดีได้เก่งได้   ดีกว่าคนที่ฉลาดแต่แข็งกระด้าง  ไม่ยอมอยู่ในโอวาทไม่ยอมเชื่อฟัง  หัวดื้่อ อวดดี  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขัดข้องในการทำงานตามมาได้

     คำว่า  "เวไนยชน"   น้ันคือคนที่มีระะเบียบ มีวินัย  ยอมรับระเบียบของหมุ่คณะ  ไม่ฝ่าฝืนหลีกเลี่ยง  ไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง  มีความเคารพหัวหน้า  ยอมรับฟังความคิดยอมรับฟังคำแนะนำ  ยอมรับคำตักเตือน  ยอมรับเอาแนวทาง แนวความคิด หรือนโยบายของหัวหน้างานไปปฎิบัติด้วยความเต็มใจ  มีความศรัทธาเชื่อถือในความคิดของหัวหน้า   ไม่อวดดื่้อถือดีหรือทำอะไรนอกละเมิดแหวกแนวคำสั่งของหัวหน้า  ถ้าไม่แน่ใจก็ต้องถามเสียก่อน   หรือไม่พูดออกไป ให้ไปสอบถามเอาจากหัวหน้า   เรื่องอย่างนี้แม้จะมีตำแหน่งสูงถึงระดับอธิบดีก็ต้องเคารพปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็ต้องฟังเสียงรัฐมนตรี  เรียกว่ามีความเคารพให้เกียรติกันตามลำดับไป  จึงจะเรียกว่า เป็นเวไนยชน  ถ้ารัฐมนตรีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ๆไปว่าไม่เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องน้้นเรื่องนี้  โดยถือว่ามีอิสระเสรีตามระบอบประชาธิปไตยแล่้วก็พุดได้ว่า  รัฐมนตรีคนน้้นไม่ใช่เวไนยชน  ไม่ควรเลือกสรรเอาเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี  จะทำให้คณะรัฐบาลพังง่ายๆ

     การที่ข้าราชการบางคน ไม่ได้รับเลือกสรรแต่งต้ังใหดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นอาจเป็นเพราะไม่ใช่เวไนยชนก็ได้   ควรพิจารณาตัวเองให้ดีเส่ียก่อนทีจะเอะอะโวยวายไป   และหัวหน้าคนที่ฉลาดน้ัน   ก็ต้องเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนเข้าร่วมคณะด้วย  การทำงานของหมู่คณะจึงจะเรียบร้อย   มีระเบียบ  มีวันัย  เหมือนเล่นฟุดบอลที่เล่นตามกติกา  ทุกคนเล่นตามหน้าที่ของตนให้เต็มที่  ฟุดบอลก้มักจะชนะ  ถึงแม้แพ้ก็แพ้อย่างน่าดู  และมีทางที่จะเล่นแก้ตัวเอาชนะกลับคืนมาได้โดยง่าย  แต่ถ้าไม่ได้คนที่เป็นเวไนยชน ไม่อยู่ในระเบียบวินัย  ไม่ยอมฟังคำสั่งสอนตักเตือนของหัวหน้า  อวดดีอวดเด่นโด่งไปคนเดียว
ทำอะไรตามใจชอบนอกลูู่นอกทางนอกละเมิด  ไม่เคารพกติกา   ถึงเขาจะเป็นคนเก่งปานใดก็จะทำให้หมู่คณะเสียหายได้

     การเลือกสรรบุคคลเข้าร่วมคณะก็ดี  จะแต่งต้ังให้เขาดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นก็ดี   จะมอบหมายการงานสำคัุญให้ทำก็ดี  จะให้เขาเป็นหัวหน้าคนหมู่มากก็ดี   จำเป็นต้องเลือกสรรเอาคนที่เป็นเวไนยชนด้วยเหตุผลดังว่ามานี้   เพราะคนไทยเรานั้นมักจะมีคุณสมบัติในทางอิสรชนเกินไป   เป็นเสรีชนจนเกินควร  มีลักษณะเป็นไก่เถื่่อน เอาตัวรอดคนเดียว   อวดเก่งคนเดียว  เป็นชนิด  One Man Show     จนทำงานเป็นหมู่คณะไม่ค่อยเป็น   นักกีฬาที่เล่นคนเดียวมักจะชนะ  แต่ถ้ากีฬาเป็นทีมมักจะแพ้  ในวงราชการก็เหมือนกัน   จึงจำเป็นจะต้องคำนึงถึง   หลักการสรรหาบุคคลข้อ เป็นเวไนยชน  นี้ให้มากเป็นพิเศษ  ถ้าหากว่าเราจะปลูกฝังวินัยให้คนในชาติของเรา  ก็ต้องใช้หลักข้อนี้



วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๗)

๖. เป็นมิตรร่วมใจ

     คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคมทุกวันนี้   ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องหรืออยู่ในวงล้อมของบุคคลอื่น ๓ จำพวก  คือ  ๑. มิตร  ๒. ศัตรู  ๓. ผู้เป็นกลาง   เราจะต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับคน ๓ จำพวกนี้อย่างไรจึงจะปลอดภัย  เป็นสุข  และเจริญก้าวหน้า

     นักจิตวิทยาคนหนึ่งเขียนเรื่อง   "วิธีชนะมิตร" อันที่จริงมิตรก็ไม่ต้องชนะหรอก  ควรจะเอาชนะศัตรูมากกว่า  จะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่ร่วมสังคมกับศัตรูได้อย่างปลอดภัย  เรื่องนี้เราต้องนึกถึงพระศาสดาและนักปราชญ์เมธีคนอื่นๆ ล้วนแต่ต้องตายเพราะมือศัตรูทั้งสิ้น  เช่น โซคราตีส  พระเยซู และคานธี  เป็นต้น  แตพระบรมศาสดาของเราทรงเอาชนะได้ไม่มีใครทำอันตรายพระองค์ได้เลย 

     แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราท่านนี้   บางทีก็เอาชนะศัตรูไม่ได้  หรือบางทีวิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงศัตรูเสีย
     แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่วมงานของเรา  แน่นอนที่สุดเราต้องเลือกมิตร เลือกศัตรูมาร่วมงาน  แต่มิตรก็มีอยู่หลายจำพวก มีมิตรหัวประจบ คบเราเพื่อหวังเอาประโยชน์   เหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า  
     "ยามมีบุญเขาก็วิ่งมาเป็นข้า  พึ่งพระเดชเดชาให้ใช้สอย  เฝ่าป้อยอสอพลอพลอยทุกเช้าค่ำ  ยามเพลี่ยงพล้ำเขาก็กระหน่่ำซ้ำซ้อมซัก  ดั่งราชสีห์ปีกหักตกปลักหนอง  กาแกก็จะแซ่ซ้องร้องเข้าสาวไส้"  

     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคลผู้ร่วมงาน  ร่วมหมู่คณะ จึงจำเป็นอย่างย่ิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเรื่อง   "มิตรร่วมใจ"
     มิตรร่วมใจ   คือ มิตรแท้  มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะนำประโยชน์  มิตรร่วมชีวิตจิตใจกัน เข้าใจกันได้ดี   ถึงคราวคับขันก็ไม่เอาตัวรอดคนเดียว   ไม่ถึบหัวเรือส่ง  ไม่เหยียบบ่าเหยียบไหล่ขึ้นที่สูง  เป็นปากเป็นเสียงแทนได้  คอยปกป้องกันมิตรมิให้ตกไปในที่ชั่วที่ผิด  ไม่ปล่อยมิตรให้เข้ารกเข้าพงไป  รู้ใจมิตรดีว่ามีความคิดมีแนวทางอย่างไร  เห็นตัวอย่างจริงใจในแนวคิดน้ัน  มีอุดมคติอย่างเดียวกัน   ในเรื่องงานของบ้านเมืองหรือส่วนรวม  เหมือนนักการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน  มีแนวนโยบายอย่างเดียวกัน เหมือนนักดนตรีร่่วมคณะ สามารถจะเล่นด้วยกันได้รู้ฝืมือกัน  เหมือนนักฟุุตบอลร่วมทีม  เ่ล่นทีมเดียวกันได้ตามหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ไม่เอาดีเอาเด่นเอาหน้าคนเดียว  พูดกันคำหนึ่งสองคำก็เข้าใจกันได้  ไม่มีความเห็นขัดแย้งกันในแนวทางที่สำคัญ  นอกจากรายละเอียดปลีกย่อย หรือวิธีการทำงานที่อาจแตกต่างกันได้ แต่จุดมุ่งหมาย เป้าหมายต้องเป็นอย่างเดียวกันเสมอ

     คนเดี๋ยวนี้มักจะพูดด้วยความน้อยใจว่า เรามีความรู้ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า แต่ไม่ได้รับการเลือกสรรไม่ได้รับการคัดสรรให้ทำงานร่วมคณะ   ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น  เราลืมมองดูตัวเอง  ลืมคิดถึงความจริงข้อหนึ่งก็คือ เขาไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของผู้มีอำนาจแต่งต้ัง  คนเราน้ันถ้ามีอะไรเท่าเทียมกันหมดทุกอย่าง  คนเราจะเลือกเอามิตรไม่เลือกศัตรู ไม่เลือกเอาคนที่มีแนวคิดต่างกันมาร่วมงาน  ความเป็นมิตรร่วมใจกันจึงเป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง   ถ้าหากเราไม่ได้รับการเลือกเขาร่วมคณะ  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ก็เพราะเราไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของท่านต่างหาก  ถ้าปลงใจเสียได้ดังนี้แล้ว  รู้ความจริงอย่างนี้แล้ว  ก็จะได้ไม่ตีโพยตีพายด้วยความเสียใจ  เราจะได้ทำตัวเป็นมิตรกันคนอืีนๆ ไม่ทำตัวเป็นศัครูใคร  ไม่แสดงตัวเด่นเหนือคนอื่นให้เขาชังน้ำหน้า  เพราะคนเราจะดีเด่นไปคนเดียวไม่ได้เลย  ต้องอาศัยผู้อื่นสนับสนุนส่งเสริมทั้งสิ้น   คนที่อวดดี อวดเด่น อวดเก่ง  ชอบทะเลาะกับคนอื่น  หรืออวดดีกับหัวหน้า งานจึงไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า  เพราะเหตุนี้เอง  คือ ขาดคุณสมบัติ "เป็นมิตรร่วมใจ"  เราจึงไม่ได้รับการเลือกสรร  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ไม่เจริญก้าวหน้า  เพราะเราไม่ทำตัวเป็นมิตรร่วมใจของเขา  เราอาจทำตัวเป็นคนดี คนเด่น คนดัง คนโ่ด่งไปคนเดียว  ไม่มีมิตรสหายช่วยสนับสนุน  ผู้ที่ผ่านชีวิตราชการงานเมืองมามาก  มีประสบการณ์ดี จึงกล่าวว่า  คนที่จะได้ดีน้ันจะต้องมี   ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน  เพือนกันประคอง  นี้คือหลักการเป็นมิตรร่วมใจนั้นเอง  เพราะมีกฎธรรมดาของสังคมมนุษย์อยู่ว่า  "ไม่มีใครได้ดีเองเลยแม้แต่คนเดียว"  ทุกคนได้ดีเพราะมีมิตร  มีสหาย  มีผู้ใหญ่ มีบริวาร  สนับสนุนอยู่ทั้งสิ้น  ลองศึกษาชีวิตประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานดูก็จะรู้ได้  เพราะฉนั้นการคัดเลือสรรหาบุคคล  จึงมีหลักสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง  คือ "เป็นมิตรร่วมใจ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
    

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๖)


๕. เป็นคนสุจริต

     คำว่า  "สุจริต"  น้ันแปลว่า "ประพฤติดีแล้ว"  คำนี้กว้างไปจึงต้องเพิ่มคำว่า  "ซื่อสัตย์"  เข้าด้วย  "ซื่อ"  เป็นคำไทย  แปลว่า "ตรง" แปลว่า "จริง"  รวม  ๓ คำ  "ซื่อ-สัตย์-สุจริต"   จึงหมายความว่า "เป็นคนที่มีความประพฤติตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่คด ไม่โกง ไม่กลับกลอก ไม่หลอกลวง ไม่หน้าไหว้หลังหลอก  ไม่ทรยศ"  เหล่านี้ คือความหมายขอคำว่า  "ซื่อสัตย์สุจริต"  
     สำหรับข้าราชาการก็ต้องหมายความรวมถึง  ไม่คอรับชั่น  ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ไม่หากินทางรีดไถ  หรือกดขี่ข่มเหงประชาชนด้วย  ไม่แสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมจากอำนาจหน้าที่ของตน 
     เวลานี้เป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองของเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมาก มีข่าวหนาหูยิ่งกว่ายุคสมัยก่อนมาก  อาจเป็นด้วยมีข้าราชการมากขึ้น  ข้าราชการชั่วทรามจึงมีมากขึ้น  หรือการครองชีพมันรัดตัวไม่ค่อยพอกินพอใช้  หรือว่าพ่อค้ามีอิทธิพลเหนือข้าราชการมากขึ้น   หรือมีนักการเมืองเข้ามามีอำนาจทางการเมืองเป็นนายเหนือหัวข้าราชการมากขึ้น   หรือว่าคนสมัยนี้มีความโลภมากขึ้นไม่รู้จักสันโดษ  ไม่รู้จักพอ  ตามที่คิดกันพูดกันอยํู่ถึงมูลเหตุแห่งการคอรับชั่น พูดกันว่ามาจากมูลเหตุน้้น  มูลเหตุนี้ ซึ่งก็คงจะถูกทุกอย่าง   ไมจำเป็นจะต้องมาโต้เถียงกัน แตเรื่องที่สำคัญคอืการป้องกันแก้ไข  ไม่ให้บ้านเมืองเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมากกว่านี้  เพราะถ้ามีมากขึ้นถึงขึดแล้ว  บ้านเมืองต้องพังไปไม่รอดแน่  เราจึงต้องคิดแก้ไข
     การแก้ไขและป้องกันการคอรับชั่นน้ัน ต้องแก้ที่คน  คือ  ข้าราชการ  ต้องแก้จากคนโตๆ ลงมา เพราะฉน้ันการคัดเลือกสรรหาบุคคลจึงจำเป็นอย่างยิ่ง   ต้องคำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรืองสำคัญอีกประการหนึ่ง จะมีความรู้ดี  ความสามารถสูง  ความประพฤติเรียบร้อยด้วยกาย วาจา ใจ อย่างไร  เป็นภายนอกเท่าน้ันไม่พอ จะต้องดูให้ลึกซึ้งถึงจิตใจภายในด้วย  ว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตหรือเปล่า
     คนที่แสดงตัวเป็นอุบาสก เข้าวัดฟังธรรมเป็นมรรคทายกวัดไม่กินเหล้า  ถือศีลอุโบสถน้้น  ก็อย่าเพิ่งนึกว่าซื่อสัตย์สุจริตแท้  ต้องดูให้แน่ว่าแกอมเงินวัดบ้างหรือเปล่า   พวกมือถือสากปากถือศีลนี่แหละอันตราย น้ำนิ่งไหลลึก เหมือนตัวมอดปลวกกินบ้านผุพังมาแล้ว   ต้ังแต่เมืองจีน เมืองญวณ เมืองลาว เมืองเขมร  ลองสดับตรับฟังกันดูให้ดี   พี่ไทยเรานี้มีข้าราชการประเภท  "มอดหลวง" อยู่มากน้อยเพียงไร
    โบราณท่านว่า  "สมภารไม่ดี  หลวงชีสกปรก"  ถ้าหัวหน้าคอรับชั่น ลูกน้องไม่คอรับชั่นน้ันหายากเต็มที  แต่ถ้าหัวหน้าดีหน้าบาง ไม่คอรับชั่นเพราะอายใจ  กลัวคนรู้ กลัวบาป กลัวมีเรื่องถูกสอบสวน  กลัวถูกไล่ออก  ลูกน้องในระดับต่ำลงมาจะไม่กล้าคอรับชั่น หน่วยงานน้ันคอรับชั่นจะเบาบาง
     การเลือกคน สรรหาคน จึงจำเป็นหนักหนา ต้องสรรหาคนที่ซือสัตย์สุจริตด้วย
     ข้าราชการบางคน   มากเสียด้วย  มีทัศนคติที่ผิดๆมาแต่แรกเข้ารับราชการว่า  "เป็นข้าราชการต้องโกงถึงจะรวย  เลี้ยงช้างต้องกินขึ้ช้าง"    ประชาชนทั่วไปก็มีทัศนคติต่อข้าราชการเช่นนี้  "ตำรวจต้องรีดไถ อัยการต้องกินคดี"   เมื่อไรเราจึงจะแก้ทัศนคติหรือภาพพจน์เช่นนี้ได้
     ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกสรรหาบุคคลที่ซือสัตย์สุุจริต  มาเป็นหัวหน้างานหัวหน้าคน   ถ้าไม่เริ่มต้นตรงนี้  เมืองไทยจะไปไม่รอดจริงๆ  คอมมิวนิสต์จะเข้าครองเมืองจริงๆ   และถ้าคอมมิวนิสตืครองแผ่นดิน   คอมมิวนิสต์โกงกินเสียเองก็กรรมของสัตว์เท่าน้ันเอง
     เพราะฉนัิ้นยุคนี้  จึงต้องแก้กันที่  "วิธีเลือกสรรหาบุคคล"   มาเป็นหัวหน้างานจะต้องเลือกสรรคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญยิ่ง  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)