วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๗)

๖. เป็นมิตรร่วมใจ

     คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคมทุกวันนี้   ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องหรืออยู่ในวงล้อมของบุคคลอื่น ๓ จำพวก  คือ  ๑. มิตร  ๒. ศัตรู  ๓. ผู้เป็นกลาง   เราจะต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับคน ๓ จำพวกนี้อย่างไรจึงจะปลอดภัย  เป็นสุข  และเจริญก้าวหน้า

     นักจิตวิทยาคนหนึ่งเขียนเรื่อง   "วิธีชนะมิตร" อันที่จริงมิตรก็ไม่ต้องชนะหรอก  ควรจะเอาชนะศัตรูมากกว่า  จะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่ร่วมสังคมกับศัตรูได้อย่างปลอดภัย  เรื่องนี้เราต้องนึกถึงพระศาสดาและนักปราชญ์เมธีคนอื่นๆ ล้วนแต่ต้องตายเพราะมือศัตรูทั้งสิ้น  เช่น โซคราตีส  พระเยซู และคานธี  เป็นต้น  แตพระบรมศาสดาของเราทรงเอาชนะได้ไม่มีใครทำอันตรายพระองค์ได้เลย 

     แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราท่านนี้   บางทีก็เอาชนะศัตรูไม่ได้  หรือบางทีวิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงศัตรูเสีย
     แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่วมงานของเรา  แน่นอนที่สุดเราต้องเลือกมิตร เลือกศัตรูมาร่วมงาน  แต่มิตรก็มีอยู่หลายจำพวก มีมิตรหัวประจบ คบเราเพื่อหวังเอาประโยชน์   เหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า  
     "ยามมีบุญเขาก็วิ่งมาเป็นข้า  พึ่งพระเดชเดชาให้ใช้สอย  เฝ่าป้อยอสอพลอพลอยทุกเช้าค่ำ  ยามเพลี่ยงพล้ำเขาก็กระหน่่ำซ้ำซ้อมซัก  ดั่งราชสีห์ปีกหักตกปลักหนอง  กาแกก็จะแซ่ซ้องร้องเข้าสาวไส้"  

     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคลผู้ร่วมงาน  ร่วมหมู่คณะ จึงจำเป็นอย่างย่ิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเรื่อง   "มิตรร่วมใจ"
     มิตรร่วมใจ   คือ มิตรแท้  มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะนำประโยชน์  มิตรร่วมชีวิตจิตใจกัน เข้าใจกันได้ดี   ถึงคราวคับขันก็ไม่เอาตัวรอดคนเดียว   ไม่ถึบหัวเรือส่ง  ไม่เหยียบบ่าเหยียบไหล่ขึ้นที่สูง  เป็นปากเป็นเสียงแทนได้  คอยปกป้องกันมิตรมิให้ตกไปในที่ชั่วที่ผิด  ไม่ปล่อยมิตรให้เข้ารกเข้าพงไป  รู้ใจมิตรดีว่ามีความคิดมีแนวทางอย่างไร  เห็นตัวอย่างจริงใจในแนวคิดน้ัน  มีอุดมคติอย่างเดียวกัน   ในเรื่องงานของบ้านเมืองหรือส่วนรวม  เหมือนนักการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน  มีแนวนโยบายอย่างเดียวกัน เหมือนนักดนตรีร่่วมคณะ สามารถจะเล่นด้วยกันได้รู้ฝืมือกัน  เหมือนนักฟุุตบอลร่วมทีม  เ่ล่นทีมเดียวกันได้ตามหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ไม่เอาดีเอาเด่นเอาหน้าคนเดียว  พูดกันคำหนึ่งสองคำก็เข้าใจกันได้  ไม่มีความเห็นขัดแย้งกันในแนวทางที่สำคัญ  นอกจากรายละเอียดปลีกย่อย หรือวิธีการทำงานที่อาจแตกต่างกันได้ แต่จุดมุ่งหมาย เป้าหมายต้องเป็นอย่างเดียวกันเสมอ

     คนเดี๋ยวนี้มักจะพูดด้วยความน้อยใจว่า เรามีความรู้ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า แต่ไม่ได้รับการเลือกสรรไม่ได้รับการคัดสรรให้ทำงานร่วมคณะ   ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น  เราลืมมองดูตัวเอง  ลืมคิดถึงความจริงข้อหนึ่งก็คือ เขาไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของผู้มีอำนาจแต่งต้ัง  คนเราน้ันถ้ามีอะไรเท่าเทียมกันหมดทุกอย่าง  คนเราจะเลือกเอามิตรไม่เลือกศัตรู ไม่เลือกเอาคนที่มีแนวคิดต่างกันมาร่วมงาน  ความเป็นมิตรร่วมใจกันจึงเป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง   ถ้าหากเราไม่ได้รับการเลือกเขาร่วมคณะ  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ก็เพราะเราไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของท่านต่างหาก  ถ้าปลงใจเสียได้ดังนี้แล้ว  รู้ความจริงอย่างนี้แล้ว  ก็จะได้ไม่ตีโพยตีพายด้วยความเสียใจ  เราจะได้ทำตัวเป็นมิตรกันคนอืีนๆ ไม่ทำตัวเป็นศัครูใคร  ไม่แสดงตัวเด่นเหนือคนอื่นให้เขาชังน้ำหน้า  เพราะคนเราจะดีเด่นไปคนเดียวไม่ได้เลย  ต้องอาศัยผู้อื่นสนับสนุนส่งเสริมทั้งสิ้น   คนที่อวดดี อวดเด่น อวดเก่ง  ชอบทะเลาะกับคนอื่น  หรืออวดดีกับหัวหน้า งานจึงไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า  เพราะเหตุนี้เอง  คือ ขาดคุณสมบัติ "เป็นมิตรร่วมใจ"  เราจึงไม่ได้รับการเลือกสรร  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ไม่เจริญก้าวหน้า  เพราะเราไม่ทำตัวเป็นมิตรร่วมใจของเขา  เราอาจทำตัวเป็นคนดี คนเด่น คนดัง คนโ่ด่งไปคนเดียว  ไม่มีมิตรสหายช่วยสนับสนุน  ผู้ที่ผ่านชีวิตราชการงานเมืองมามาก  มีประสบการณ์ดี จึงกล่าวว่า  คนที่จะได้ดีน้ันจะต้องมี   ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน  เพือนกันประคอง  นี้คือหลักการเป็นมิตรร่วมใจนั้นเอง  เพราะมีกฎธรรมดาของสังคมมนุษย์อยู่ว่า  "ไม่มีใครได้ดีเองเลยแม้แต่คนเดียว"  ทุกคนได้ดีเพราะมีมิตร  มีสหาย  มีผู้ใหญ่ มีบริวาร  สนับสนุนอยู่ทั้งสิ้น  ลองศึกษาชีวิตประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานดูก็จะรู้ได้  เพราะฉนั้นการคัดเลือสรรหาบุคคล  จึงมีหลักสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง  คือ "เป็นมิตรร่วมใจ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
    

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น