วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๔)

  ๓. มีความสามารถ

           ในวงราชการน้้น  เราพูดว่า  "ความรู้ ความสามารถ " กันจนติดปกาก็ว่าได้    ถ้าจะพูดถึงใครสักคนหนึ่งในวงราชการก็มักจะพูดกันว่า  "คนนี้มีความรู้ความสามารถ"   เป็นอย่างไร ?  เราเอา ความรู้  นำหน้า  เอา ความสามารถ  ตามมาอันดับสอง  และขมวดท้ายด้วย ความประพฤติ   เวลารับรองข้าราชการคนใดหรือเวลาจะเสนอความดีความชอบ  เราก็เพ่งเล็งถึง  "ความรู้  ความสามารถ ความประพฤติ"   สามอย่างนี้เป็นสำคัญ
     เรื่องความรู้ก็กล่าวไว้แล้ว   ความประพฤติก็กล่าวแล้ว  ยังเหลืออีกเรื่่องหนึ่ง คือ  "ความสามารถ"  
     ที่ว่า  "สามารถ"  น้ัน สามารถอย่างไร?    เอาอะไรมาวัดความสามรถของคน  มีมาตรการอะไรที่จะวัดความสามารถของคน  หรือดูด้วยหูด้วยตา  ฟังการพูดถึงกัน  หรือความสามารถนี้เป็นคำพูดโก้ๆ  ไม่มีอะไรวัดความสามารถของคนได้จริง
     อันที่จริงความสามารถนี้เป็นสิ่งที่วัดกันได้   ถ้าวัดกันไม่ได้ เราก็ไม่ควรจะพูดถึงเรื่องความสามารถขอคน ตัวอย่างเช่น  การวาดรูป  การร้องเพลง  การเล่นดนตรี  แม้แต่การพูด การศึกษาวิชาการต่างๆ คนเราก็มีความสามารถแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด   คือการทำงานทำได้ไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่ง
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้เมื่อคนอื่นทำไม่ได้
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่งในเวลาเท่ากัน
     ความสามารถคือ  สามารถทำได้สำเร็จ เมื่ออีกคนหนึ่งทำไม่สำเร็จ
     ความสามารถคือ สามารถทำได้ราบรื่น เมื่ออีกคนหนึ่งทำได้ไม่ราบรื่นเรียบร้อย
     ความสามารถในการทำงานก็วัดได้จากการทำงาน  คือ ผลงาน  ถ้ามอบให้คน ๒ คนไปทำงานอย่างเดียวกัน  จะได้ผลไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่า  โดยใช้เวลาเท่ากัน
     การที่จะวัดว่าใครมีความสามารถสูงกว่าน้ัน ก็วัดได้จากผลงานที่เขาทำแล้ว   จึงมีคำกล่าวว่า  "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน"    อาจจะเปลียนคำพูดเสียใหม่ว่า   "วัดความสามารถของคนจากผลงาน" เช่น ตำแหน่งอธิบดีกรมหนึ่งว่างลง ก็ต้องพิจารณาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่าในกระทรวงนั้น   ว่าผู้ใดมีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมน้ัน  ดูความรู้แล้ว  ดูความประพฤติแล้ว  ก็ต้องดู  "ความสามารถ"   ด้วย คือ ความสามารถที่เคยทำงานตำแหน่งที่เขาเคยทำอยุู่เดิม  และตำแหน่งปัจจุบันของเขาวามีความสามารถเพียงใด   หรือถ้าตำแหน่ง "เจ้าเมือง"  ว่างลง  ก็จะต้องพิจารณาบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการกองต่างๆ ว่าผู้ใดมีความสามารถสูงพอที่จะให้เป็นเจ้าเมืองได้บ้าง   เจ้าเมืองน้้นเป็นเจ้าเมืองจังหวัดไหน ภาคไหน  มีปัญหาอะไร  มีภูมิประเทศเหตุการณ์อย่างไร  ใครที่มีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะให้ไปแก้ไขปัญหาน้ัน  ที่นั่นใดดีที่สุด  เท่าที่สามารถคาดคะเนได้ตามเหตุผลและปรีชาญาณของผู้มีอำนาจ  นี่แหละคือ  การเลือกสรรคนในเรื่องความสามารถ
      แต่ในเรื่องความสามารถนี ้  จะต้องระมัดระวังด้วย  คือ  เครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงม้าเป็นเครื่องกำหนด  เช่น รถยนต์ที่มีกำลังแรงม้า  ๔ สูบ  ๑๖๐๐  ซีซี  จะวิ่งแข่งกับรถที่มีแรงม้า  ๘ สูบ  ๔๐๐๐ ซีซี  ไม่ได้ฉันใด  คนเราถ้ามีความสามารถจำกัด  เช่น  นายแพทย์ทีมีชื่อเสียงทางศัลยกรรม มีชื่อเสียงทางผ่่าตัด  จะเอาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยคิดว่าเขามีความสามารถทางบริหารงานบุคคลด้วยน้ันไม่ได้  ความสามารถในทางผ่าตัดคนไข้  กับความสามารถทางการบริหารงานบุคคลน้ันต่างกันมาก
      ความสามารถกรณีแรกเป็นความสามารถทางวิชาการ  แต่กรณีหลังเป็นความสามารถทางากรบริหาร ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคคลิกลักษณะเป็นผู้นำด้วย    จะเอามาปะปนกันไม่ได้   การบริหารงานที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไปเอนักวิชาการมาทำหน้าที่บริหาร   ก็บริหารงึมๆงำไปตามประสานักวิชาการที่หลงใหลอยู่ในทฤฎี โดยมองไม่เห็นปัญหาตามสภาพความเป็นจริง   อีกอย่างหนึ่งบางคนบริหารงานในวงแคบได้ผลดีมีชื่อเสี่ยงมาก  แต่พอไปบริหารงานใหญ่  งานกว้างขวาง  งานซับซ้อนก็ล้มเหลวหมด   อย่างนี้ก็มีอยู่เสมอ    เรื่องนี้แม้สมัยโบราณท่านก็ทราบกันดี   ดังเช่น  สมัยเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)  เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่  ท่านมีพี่น้องร่วมท้องคนหนึ่ง  เป็นนายอำเภออยู่ทางปักษ์ใต้   แต่เจ้าพระยายมราชท่านไม่ตั้งพี่ชายท่านให้เป็นเจ้าเมือง  เพราะท่านรู้ว่าพี่ชายของท่านเหมาะกับตำแหน่งนายอำเภอเท่าน้ัน   ถ้าแต่งต้ังเป็นเจ้าเมืองก็เหมือนฆ่าพี่ชายทางอ้อม    ท่านจึงเพียงแต่ขอพระราชทานยศให้พี่ชายท่านเป็น  "พระยาสมบัติภิรมย์"   เทียบเท่ายศเจ้าเมือง   แต่ไม่ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง  ดังนี้เป็นต้น    ถ้าเป็นสมัยนี้   รัฐมนตรีท่านก็ต้ังพี่ชายให้เป็นเจ้าเมืองจนได้   งานจะได้ผลหรือไม่  ชื่อเสียงพี่ชายท่านจะเป็นเจ้าเมืองชั้นดีหรือไม่  ไม่ต้องพูดถึง   ขอให้ได้เป็นเจ้าเมืองเอาชื่อให้วงศ์ตระกูลไว้ก็พอ  เหมือนรัฐมนตรีสมัยนี้  ขอให้ได้เป็นรัฐมนตรีก็แล้วกัน  จะได้เป็นกี่วันกี่เดือน  ทำงานให้บ้านเมืองได้หรือไม่  ไม่ต้องพูดกัน  บ้านเมืองจึงเสือมทรามไป  เพราะการสรรหาคนที่มีความสามารถไม่เหมาะสม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๓)



   ๒. มีความประพฤติงาม

     ตามแบบไทยเราน้ัน    ถัดจากความรู้ดี  ก็มักจะต้องพิจารณาถึงความประพฤติ เป็นคุณสมบัติข้อที่สอง สองเสมอ  เพราะคำพังเพยของไทยเรามีอยู่ว่า   "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"   คนที่มีความรํู้ท่วมหัว  แต่เอาตัวไม่รอดนั้นมีอยูํ่จริง  เมื่อเขาเอาตัวเองไม่รอดเสียแล้ว  เขาจะไปทำงานให้รอดได้อย่างไร   เขาจะไปช่วยคนอื่นผู้รวมงานให้รอดได้อย่างไร  การเอาตัวไม่รอดของเขาน้ัน  เพราะขาดอะไร  โดยมากก็มักจะขาดความประพฤติที่เหมาะสมนั่นเอง   บางทีเขาไปประพฤติชั่วเหลวไหลความรํู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้   บางทีไม่ถึงกับประพฤติชั่วช้าเหลวทรามอะไร  แต่ประพฤติไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานก็มีอยู่  ประพฤติตัวไม่งดงามเป็นที่บาดหูบาดใจผํ้อื่นก็มีอยู่   กิริยาวาจาไม่งดงงาม  ไม่ชอบใจคนก็มีอยู่   บางคนความรู้สูง  ก็ทนงในความรู้ของตนเอง  คุยเขื่องแต่เรื่องความรู้ให้บาดหูคนอื่นบ้าง   ทำตัวเป็นข้าวรวงลีบไม่มีเมล็ด  ชูรวงแข็งไม่เหมือนข้่าวที่มีเมล็ดงาม  ย่อมน้อมรวงต่ำ   บางคนความรู้สูงเพราะได้ไปเรียนเมืองฝรั่งมังค่ามา  ก็จดจำเอาแบบวัฒนธรรมความประพฤติเขามาใช้   ซึงไม่เข้ากับวัฒนธรรมไทยเรา  ทำให้คนอื่นรังเกียจ  เกลียดชังเอาก็มี   เมื่อคนเขาไม่ชอบหน้า  เขารังเกียจเกลียดชัง  เขาไม่ร่วมมื่อด้วย  การงานก็พลอยอึดอัดขัดข้องไม่ราบรื่น   ความรู้ดีแต่ความประพฤติไม่งาม  จึงกลับทำให้คุณสมบัติแรกคือความรู้ดีน้ันเสื่ีอมไป   เรืองอย่างนึ้แม้แต่วรรณคดีอินเดียโบราณก็มีกวีแต่งไว้ให้อ่านทั้วโลก  คือ เรื่องรามเกียรติ์ วงศ์ยักษ์กรุงลงกานั้น  ความรู้ดีมีฤทธิ์กันทุกคน  แต่ความประพฤติไม่ดีไม่มีศีลธรรม  ใจบาปหยาบชั่ว   จึงถูกพวกวงศ์มนุษย์และลิงยกทัพไปปราบปรามจนราบเรียบ   ได้แก่คนความรู้ดีแต่ไม่มีศีลไม่มีธรรม  คือ ไม่เคารพต่อกฎหมาย  ไม่่มีวินัย ไม่มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ   คนสมัยนี้ทำตัวเหมือนกับยักษ์เมืองลงกาอยู่มาก  ความรู้ดี  ความรู้สูง เป็นนักวิชาการ  แต่ขาดศีลธรรมขาดศาสนา  ไม่มีความเคารพคนที่ควรเคารพ   ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน  กิริยาไม่ดี  วาจาไม่ไพเราะเหมาะสม  เรื่องความประพฤติจึงต้องนำมาพิจารณาในการคัดเลือกคนเข้าร่วมงาน   โดยเฉพาะงานราชการเป็นงานสาธารณะ  มีผลสะท้อนถึงสาธารณชน   เป็นที่เพ็งเล็ง เป็นที่เอาอย่าง   เป็นที่คนทั้งหลายจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เสมอ  เรื่องความประพฤติเป็นเรี่องสำคัญอย่างยิ่ง   ความรู้ดีแต่เป็นคนประพฤติเสีย  มีความมัวหมองทางความประพฤติ จะเป็นคนดีได้อย่างไร   จะทำงานให้ประสบคามสำเร็จได้อย่างไร  เพราะคนทั้งหลายเขารังเกียจเสียแล้ว   คนเราไม่ได้ทำงานคนเดียวได้สำเร็จ  จะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น  จะต้องมีผู้อื่นร่วมมือด้วย  งานจึงจะสำเร็จ  ถ้าหากคนอื่นเขารังเกียจความประพฤติเรา  หรือไม่ชอพออัธยาศัยเรา  เขาไมร่วมมือด้วย  หรือไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยอย่างเต็มใจ  หรือนิ่งเฉยเสีย  หรือคอยชักขาเอาไว้   งานย่อมจะไม่ราบรื่น  ความประพฤติของคนจึงมีความสำคัญไม่น้อยเลย  ความประพฤติเป็นส่วนประกอบอันสำคัญยิ่งในการทำงาน โดยเฉพา่ะที่เรียกว่างานราชการ  งานหลวง  หรืองานสาธารณะทั้วไป

      ทุกวันนี้บ้านเมืองเรามีคนที่มีความรู้สูงขึ้น  คนมีความรู้หาได้ไม่ยากนัก   แต่ในเวลาเดียวกัน  ความประพฤติของคนเราที่เรียกว่า  มีความประพฤติดีประพฤติงามน้้ัน ดูจะน้อยลงไปด้วย  เพราะคนมีความรู้พากันคิดว่า  ความประพฤติไม่สำคัญ  ขอให้มีความรู้ดีก็แล้วกัน   บางคนก็พูดว่า ความประพฤติเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  ไม่เกี่ยวกับงาน  ขอให้เขาทำงานให้เราก็แล้วกัน  คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดของคนคิดตื้นๆ  ไม่ได้คิดว่าคนประพฤติไม่ดีจะทำงานใดดีอย่างไร  เพราะความประพฤติน้ันคือ  "งาน"  อย่างหนึ่งของตน  เป็นงานภายใน เจาประกอบ "กรรม"   อยู่ตลอดเวลา  เรียกว่า  "กายกรรม- การกระทำทางกาย  วจีกรรม-การกระทำทางวาจา"   ก็เมือ่เขาทำกรรมส่วนตัวไม่ดีแล้ว  เขาจะทำกรรมส่วนรวมดีได้อย่างไร  เมื่อเขาทำกรรมภายในไม่ดีแล้ว   เขาจะทำกรรมภายนอกดีได้อย่างไร  คนอื่นเขาก็รังเกี่ยจ เขาไม่ร่วมมือด้วย  งานจะสำเร็จเรียบร้อยได้อย่างไร  ยิ่งถ้าเป็นงาน  "หัวหน้างาน"  ลูกน้องก็ไม่รักใคร่นับถือ  เพราะความประพฤติไม่ดี  ปกครองคนไม่ได้  คุมคนไม่ได้เช่นนี้  เขาจะทำงานใหญ่ให้ชาติบ้านเมืองได้อย่างไร
   
     ความประพฤติงาม   จึงเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ  ถ้าหากความรู้เป็นสีของดอกไม้  ความประพฤติก็เป็นกลิ่นของดอกไม้    ดอกกุหลาบมีค่าอยู่ที่กลิ่นของมันฉันใด  คนจะมีคุณค่าก็อยู่ที่ความประพฤติดีงามฉันน้้น    คำโบราณจึงว่า   "สวยแต่รูป  จูบไม่หอม"  ก็ไร้ค่า    ใครจะเถียงว่าความประพฤติไม่สำคัญ  ก็ลองไปอยู่ใต้ปกครองของนายที่ประพฤติชั่วให้เห็นตำตาตำหูอยู่ทุกวันแล้ว  จะรู้สึกได้เองว่า  ความประพฤตินี้สำคัญ่ยิ่งกว่าความรู้ดีเป็นไหนๆ   อยู่กับนายที่โง่เขลาดีกว่าอยู่กับนายที่เลวทราม ก็รู้กันดีทั้วไปมิใช่หรือ  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๒)


๑. มีความรู้ดี

      ความรู้ดีเป้นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์  มนุษย์มีความเจริญขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะผลของการศึกษาอบรม  คนที่ได้รับการศึกษาอบรมดี   ย่อมจะเป็นคนที่มีคุณภาพสูง  ประเทศใดประชาชนในชาติมีการศึกษาอบรมดี   ประเทศน้ันก็มีประชาชนทีมีคุณภาพสูง   ประเทศนั้นก็เจริญรุ่งเรือง   ทุกวันนี้เราวัดคุณภาพของคนจากการศึกษา   โดยเฉพาะการทำงานทุกอย่าง   ความรู้ช่วยได้มาก  คนที่จะทำงานการได้ผลดีมีประสิทธิภาพ  จะต้องเป็นคนได้รับการศึกษาดีมีความรู้  ยิ่งงานราชการและงานสาธารณะทั้วไปย่อมต้องการคนที่มีความรู้สูง   ความรู้น้ันเราจะวัดได้ง่ายาๆ จากประกาศนียบัตรนีบัตรหรือปริญญาบัตรที่ได้รับมา   เพื่อแสดงว่าได้ผ่านการศึกษามาระดับใด  วิชาใด  สาขาใด  จากสำนักไหน  ตรงกับงานการที่ทำหรือไม่  ความรู้จึงนับว่าเป็นพื้นฐานของชีวิตและการงาน  เป็นอันดับแรกที่จะต้องนำมาพิจารณาคัดเลือกคน
 
     คนที่มีความรู้ดี  มีความรู้สูงซึ่งสถาบันการศึกษารับรองมาแล้ว   ย่อมจะไ้ด้รับความเชื่อถือก่อน  ได้รับการพิจารณาก่อน  ได้รับการคัดเลือกก่อน  ความรู้ดีจึงเป็นคุณสมบัติอนัสำคัญที่ผู้พิจารณาคนจะต้องนำมาพิจารณาก่อนเป็๋นเบื้องแรก  คนที่มีความรู้ดี มีความรู้่สูง   จึงย่อมมีโอกาสก่อน   แต่ในกรณีผู้มีพื้นฐานความรู้เท่ากัน   เช่น จบปริญญาตรีมาเท่ากัน   ก็จะต้องพิจารณาถึงสาขาวิชา   ว่าจบปริญญาตรีสาขาอะไร  ตรงกับงานการนั้นหรือไม่  ถ้าจบสาขาเดียวกันก็จะต้องเลือกสำนักหรือสถาบันการศึกษาว่าจบมาจากสถาบันไหน   เพราะบางทีจบมาจากสถาบันหนึ่ง  มีคุณภาพสูงกว่าอีกสถาบันหนึ่ง

     เรื่องความรู้ดีนี้ มิได้หมายความว่า    ผู้ทีจบปริญญาโทจะต้องดีกว่าผู้ที่จบปริญญาตรี  หรือผู้ที่จบปริญญาเอกจะต้องเก่งกว่าผู้จบปริญญาโทเสมอไป   บางทีงานน้ันอาจต้องการคนที่จบปริญญาตรีเท่านั้น  และบางทีคนที่เรียนมากเกินไปจนจบปริญญาโทปริญญาเอก จะกลายเป็นนักวิชาการมากเกินไป  เกิดความมึนซึมไม่คล่องแคล่ว  ไม่คล่องตัว  ไม่เหมาะสมที่จะให้ทำงานเป็นนักบริหาร   ซึงมีหน้าที่ควบคุมงาน  ควบคุมคน  โดยกว้างขวางก็มีอยู่เหมือนกัน  การศึกษามากเกินไปน้ันมีผลทำให้คนฟุ้งซ่านมาก เพือฝันมาก  หลงตัวเองมาก  หลงหลักวิชาการมาก  จนมีสภาพเหมือนนักคิดนักฝัน  ไม่เหมาะที่จะทำงานเกี่ยวข้องติดต่อสัมพันธ์  สัมผัสกับคนหมู่มาก   เพราะแนวคิดไม่ใกล้เคียงกัน  ทำให้งานเสียไปก็มี  เรื่องความรู้ดีนี่้จึงตองระมัดระวังเรือง  "รู้ดีเกินไป"   ด้วย  ต้องพิจารณาเลือกคนทีมีความรู้ดี   พอเหมาะกับงาน   พอเหมาะกับหมู่คณะและพอเหมาะกับสภาพของท้องถิ่น สังคมด้วย  เราจะต้ังนักปราชญ์ไปทำงานกับชาวบ้านน้ันก็เห็นจะเป็นไปได้ยาก  

     อย่างไรก็ดี   เรื่องความรู้ดีนี้  เป็นพื้นฐานทีจะต้องนำมาพิจารณาก่อนอื่น  ถึงแม้จะไม่ใช่ข้อสำคัญที่่สุดก็ตาม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล ( ตอนที่ ๑)

หลักการสรรหาบุคคล  

      คนเราเกิดมาต้องอยู่กับคน  คนจึงต้องคบหาสมาคมกับคนอื่น  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คบคนดีอย่าคบคนชั่ว  แต่คนดีน้ันดีอย่างไร  จะเอาอะไรมาตัดสินขี้ขาด  บางทีเรามีบุญวาสนาได้เป็นหัวหน้าคน  มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคัดเลือกคนมาร่วมงาน หรือแต่งต้ังให้เขาดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญกว่าเก่า     เราจะเลือกใคร  เราจะเอาอะไรเป็นหลักในการพิจารณาคัดเลือกแต่งต้ังคน  (สมมุติกันเล่นๆ ให้ใหญ่โตโก้หน่อยก็ต้องสมมุติว่า ถ้าเราได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี)   เราจะพิจารณาคัดเลือกอย่างไรจึงจะได้คนดีมาร่วมคณะรัฐบาลทำงานบริหารราชการบ้านเมือง  

     การพิจารณาคัดเลือกคนนี้มีอยู่ทุกระดับ  แต่งต้ังระดับต่ำถึงระดับสูง  เพราะฉนั้นควรจะคิดพิจารณาหลักเกณฑ์การคัดเลือกคนกันบ้างคงจะมีประโยชน์กว่าไม่คิดเสียเลย  
     
   ได้ลองคิดนึกตรึกตรองดูจากประสบการณ์ชีวิตการงานที่ผ่านมา   หลักการพิจาณาบุคคลเพื่อคัดเลือกแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งใหม่ในหมู่คณะน้ัน   ควรจะมีหลักเกณฑ์พิจารณา  ๑๕ ประการ  เรียกว่า   "หลักการสรรหาบุคคล"  ดังนี้   

     ๑. มีความรู้ดี
     ๒. มีความประพฤติงาม
     ๓. มีความสามารถ
     ๔. เป็นสัตบุรุษ
     ๕. เป็นคนสุจริต
     ๖. เป็นมิตรร่วมใจ
     ๗. เป็นเวไนยชน
     ๘. เป็นคนกตัญญู
     ๙. รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่
     ๑๐. เป็นไทยแก่ตน
     ๑๑. พหูชนเห็นชอบ
     ๑๒. ประกอบบุญญลักษณ์
     ๑๓. มีหลักฐาน
     ๑๔. แม่บ้านดี
     ๑๕. มีพระเจ้า 

           ดังจะอธิบายขยายความตามหัวข้อข้างบนต่อไป