วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๔)

  ๓. มีความสามารถ

           ในวงราชการน้้น  เราพูดว่า  "ความรู้ ความสามารถ " กันจนติดปกาก็ว่าได้    ถ้าจะพูดถึงใครสักคนหนึ่งในวงราชการก็มักจะพูดกันว่า  "คนนี้มีความรู้ความสามารถ"   เป็นอย่างไร ?  เราเอา ความรู้  นำหน้า  เอา ความสามารถ  ตามมาอันดับสอง  และขมวดท้ายด้วย ความประพฤติ   เวลารับรองข้าราชการคนใดหรือเวลาจะเสนอความดีความชอบ  เราก็เพ่งเล็งถึง  "ความรู้  ความสามารถ ความประพฤติ"   สามอย่างนี้เป็นสำคัญ
     เรื่องความรู้ก็กล่าวไว้แล้ว   ความประพฤติก็กล่าวแล้ว  ยังเหลืออีกเรื่่องหนึ่ง คือ  "ความสามารถ"  
     ที่ว่า  "สามารถ"  น้ัน สามารถอย่างไร?    เอาอะไรมาวัดความสามรถของคน  มีมาตรการอะไรที่จะวัดความสามารถของคน  หรือดูด้วยหูด้วยตา  ฟังการพูดถึงกัน  หรือความสามารถนี้เป็นคำพูดโก้ๆ  ไม่มีอะไรวัดความสามารถของคนได้จริง
     อันที่จริงความสามารถนี้เป็นสิ่งที่วัดกันได้   ถ้าวัดกันไม่ได้ เราก็ไม่ควรจะพูดถึงเรื่องความสามารถขอคน ตัวอย่างเช่น  การวาดรูป  การร้องเพลง  การเล่นดนตรี  แม้แต่การพูด การศึกษาวิชาการต่างๆ คนเราก็มีความสามารถแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด   คือการทำงานทำได้ไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่ง
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้เมื่อคนอื่นทำไม่ได้
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่งในเวลาเท่ากัน
     ความสามารถคือ  สามารถทำได้สำเร็จ เมื่ออีกคนหนึ่งทำไม่สำเร็จ
     ความสามารถคือ สามารถทำได้ราบรื่น เมื่ออีกคนหนึ่งทำได้ไม่ราบรื่นเรียบร้อย
     ความสามารถในการทำงานก็วัดได้จากการทำงาน  คือ ผลงาน  ถ้ามอบให้คน ๒ คนไปทำงานอย่างเดียวกัน  จะได้ผลไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่า  โดยใช้เวลาเท่ากัน
     การที่จะวัดว่าใครมีความสามารถสูงกว่าน้ัน ก็วัดได้จากผลงานที่เขาทำแล้ว   จึงมีคำกล่าวว่า  "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน"    อาจจะเปลียนคำพูดเสียใหม่ว่า   "วัดความสามารถของคนจากผลงาน" เช่น ตำแหน่งอธิบดีกรมหนึ่งว่างลง ก็ต้องพิจารณาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่าในกระทรวงนั้น   ว่าผู้ใดมีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมน้ัน  ดูความรู้แล้ว  ดูความประพฤติแล้ว  ก็ต้องดู  "ความสามารถ"   ด้วย คือ ความสามารถที่เคยทำงานตำแหน่งที่เขาเคยทำอยุู่เดิม  และตำแหน่งปัจจุบันของเขาวามีความสามารถเพียงใด   หรือถ้าตำแหน่ง "เจ้าเมือง"  ว่างลง  ก็จะต้องพิจารณาบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการกองต่างๆ ว่าผู้ใดมีความสามารถสูงพอที่จะให้เป็นเจ้าเมืองได้บ้าง   เจ้าเมืองน้้นเป็นเจ้าเมืองจังหวัดไหน ภาคไหน  มีปัญหาอะไร  มีภูมิประเทศเหตุการณ์อย่างไร  ใครที่มีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะให้ไปแก้ไขปัญหาน้ัน  ที่นั่นใดดีที่สุด  เท่าที่สามารถคาดคะเนได้ตามเหตุผลและปรีชาญาณของผู้มีอำนาจ  นี่แหละคือ  การเลือกสรรคนในเรื่องความสามารถ
      แต่ในเรื่องความสามารถนี ้  จะต้องระมัดระวังด้วย  คือ  เครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงม้าเป็นเครื่องกำหนด  เช่น รถยนต์ที่มีกำลังแรงม้า  ๔ สูบ  ๑๖๐๐  ซีซี  จะวิ่งแข่งกับรถที่มีแรงม้า  ๘ สูบ  ๔๐๐๐ ซีซี  ไม่ได้ฉันใด  คนเราถ้ามีความสามารถจำกัด  เช่น  นายแพทย์ทีมีชื่อเสียงทางศัลยกรรม มีชื่อเสียงทางผ่่าตัด  จะเอาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยคิดว่าเขามีความสามารถทางบริหารงานบุคคลด้วยน้ันไม่ได้  ความสามารถในทางผ่าตัดคนไข้  กับความสามารถทางการบริหารงานบุคคลน้ันต่างกันมาก
      ความสามารถกรณีแรกเป็นความสามารถทางวิชาการ  แต่กรณีหลังเป็นความสามารถทางากรบริหาร ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคคลิกลักษณะเป็นผู้นำด้วย    จะเอามาปะปนกันไม่ได้   การบริหารงานที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไปเอนักวิชาการมาทำหน้าที่บริหาร   ก็บริหารงึมๆงำไปตามประสานักวิชาการที่หลงใหลอยู่ในทฤฎี โดยมองไม่เห็นปัญหาตามสภาพความเป็นจริง   อีกอย่างหนึ่งบางคนบริหารงานในวงแคบได้ผลดีมีชื่อเสี่ยงมาก  แต่พอไปบริหารงานใหญ่  งานกว้างขวาง  งานซับซ้อนก็ล้มเหลวหมด   อย่างนี้ก็มีอยู่เสมอ    เรื่องนี้แม้สมัยโบราณท่านก็ทราบกันดี   ดังเช่น  สมัยเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)  เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่  ท่านมีพี่น้องร่วมท้องคนหนึ่ง  เป็นนายอำเภออยู่ทางปักษ์ใต้   แต่เจ้าพระยายมราชท่านไม่ตั้งพี่ชายท่านให้เป็นเจ้าเมือง  เพราะท่านรู้ว่าพี่ชายของท่านเหมาะกับตำแหน่งนายอำเภอเท่าน้ัน   ถ้าแต่งต้ังเป็นเจ้าเมืองก็เหมือนฆ่าพี่ชายทางอ้อม    ท่านจึงเพียงแต่ขอพระราชทานยศให้พี่ชายท่านเป็น  "พระยาสมบัติภิรมย์"   เทียบเท่ายศเจ้าเมือง   แต่ไม่ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง  ดังนี้เป็นต้น    ถ้าเป็นสมัยนี้   รัฐมนตรีท่านก็ต้ังพี่ชายให้เป็นเจ้าเมืองจนได้   งานจะได้ผลหรือไม่  ชื่อเสียงพี่ชายท่านจะเป็นเจ้าเมืองชั้นดีหรือไม่  ไม่ต้องพูดถึง   ขอให้ได้เป็นเจ้าเมืองเอาชื่อให้วงศ์ตระกูลไว้ก็พอ  เหมือนรัฐมนตรีสมัยนี้  ขอให้ได้เป็นรัฐมนตรีก็แล้วกัน  จะได้เป็นกี่วันกี่เดือน  ทำงานให้บ้านเมืองได้หรือไม่  ไม่ต้องพูดกัน  บ้านเมืองจึงเสือมทรามไป  เพราะการสรรหาคนที่มีความสามารถไม่เหมาะสม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น