วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๓)



   ๒. มีความประพฤติงาม

     ตามแบบไทยเราน้ัน    ถัดจากความรู้ดี  ก็มักจะต้องพิจารณาถึงความประพฤติ เป็นคุณสมบัติข้อที่สอง สองเสมอ  เพราะคำพังเพยของไทยเรามีอยู่ว่า   "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"   คนที่มีความรํู้ท่วมหัว  แต่เอาตัวไม่รอดนั้นมีอยูํ่จริง  เมื่อเขาเอาตัวเองไม่รอดเสียแล้ว  เขาจะไปทำงานให้รอดได้อย่างไร   เขาจะไปช่วยคนอื่นผู้รวมงานให้รอดได้อย่างไร  การเอาตัวไม่รอดของเขาน้ัน  เพราะขาดอะไร  โดยมากก็มักจะขาดความประพฤติที่เหมาะสมนั่นเอง   บางทีเขาไปประพฤติชั่วเหลวไหลความรํู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้   บางทีไม่ถึงกับประพฤติชั่วช้าเหลวทรามอะไร  แต่ประพฤติไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานก็มีอยู่  ประพฤติตัวไม่งดงามเป็นที่บาดหูบาดใจผํ้อื่นก็มีอยู่   กิริยาวาจาไม่งดงงาม  ไม่ชอบใจคนก็มีอยู่   บางคนความรู้สูง  ก็ทนงในความรู้ของตนเอง  คุยเขื่องแต่เรื่องความรู้ให้บาดหูคนอื่นบ้าง   ทำตัวเป็นข้าวรวงลีบไม่มีเมล็ด  ชูรวงแข็งไม่เหมือนข้่าวที่มีเมล็ดงาม  ย่อมน้อมรวงต่ำ   บางคนความรู้สูงเพราะได้ไปเรียนเมืองฝรั่งมังค่ามา  ก็จดจำเอาแบบวัฒนธรรมความประพฤติเขามาใช้   ซึงไม่เข้ากับวัฒนธรรมไทยเรา  ทำให้คนอื่นรังเกียจ  เกลียดชังเอาก็มี   เมื่อคนเขาไม่ชอบหน้า  เขารังเกียจเกลียดชัง  เขาไม่ร่วมมื่อด้วย  การงานก็พลอยอึดอัดขัดข้องไม่ราบรื่น   ความรู้ดีแต่ความประพฤติไม่งาม  จึงกลับทำให้คุณสมบัติแรกคือความรู้ดีน้ันเสื่ีอมไป   เรืองอย่างนึ้แม้แต่วรรณคดีอินเดียโบราณก็มีกวีแต่งไว้ให้อ่านทั้วโลก  คือ เรื่องรามเกียรติ์ วงศ์ยักษ์กรุงลงกานั้น  ความรู้ดีมีฤทธิ์กันทุกคน  แต่ความประพฤติไม่ดีไม่มีศีลธรรม  ใจบาปหยาบชั่ว   จึงถูกพวกวงศ์มนุษย์และลิงยกทัพไปปราบปรามจนราบเรียบ   ได้แก่คนความรู้ดีแต่ไม่มีศีลไม่มีธรรม  คือ ไม่เคารพต่อกฎหมาย  ไม่่มีวินัย ไม่มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ   คนสมัยนี้ทำตัวเหมือนกับยักษ์เมืองลงกาอยู่มาก  ความรู้ดี  ความรู้สูง เป็นนักวิชาการ  แต่ขาดศีลธรรมขาดศาสนา  ไม่มีความเคารพคนที่ควรเคารพ   ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน  กิริยาไม่ดี  วาจาไม่ไพเราะเหมาะสม  เรื่องความประพฤติจึงต้องนำมาพิจารณาในการคัดเลือกคนเข้าร่วมงาน   โดยเฉพาะงานราชการเป็นงานสาธารณะ  มีผลสะท้อนถึงสาธารณชน   เป็นที่เพ็งเล็ง เป็นที่เอาอย่าง   เป็นที่คนทั้งหลายจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เสมอ  เรื่องความประพฤติเป็นเรี่องสำคัญอย่างยิ่ง   ความรู้ดีแต่เป็นคนประพฤติเสีย  มีความมัวหมองทางความประพฤติ จะเป็นคนดีได้อย่างไร   จะทำงานให้ประสบคามสำเร็จได้อย่างไร  เพราะคนทั้งหลายเขารังเกียจเสียแล้ว   คนเราไม่ได้ทำงานคนเดียวได้สำเร็จ  จะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น  จะต้องมีผู้อื่นร่วมมือด้วย  งานจึงจะสำเร็จ  ถ้าหากคนอื่นเขารังเกียจความประพฤติเรา  หรือไม่ชอพออัธยาศัยเรา  เขาไมร่วมมือด้วย  หรือไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยอย่างเต็มใจ  หรือนิ่งเฉยเสีย  หรือคอยชักขาเอาไว้   งานย่อมจะไม่ราบรื่น  ความประพฤติของคนจึงมีความสำคัญไม่น้อยเลย  ความประพฤติเป็นส่วนประกอบอันสำคัญยิ่งในการทำงาน โดยเฉพา่ะที่เรียกว่างานราชการ  งานหลวง  หรืองานสาธารณะทั้วไป

      ทุกวันนี้บ้านเมืองเรามีคนที่มีความรู้สูงขึ้น  คนมีความรู้หาได้ไม่ยากนัก   แต่ในเวลาเดียวกัน  ความประพฤติของคนเราที่เรียกว่า  มีความประพฤติดีประพฤติงามน้้ัน ดูจะน้อยลงไปด้วย  เพราะคนมีความรู้พากันคิดว่า  ความประพฤติไม่สำคัญ  ขอให้มีความรู้ดีก็แล้วกัน   บางคนก็พูดว่า ความประพฤติเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  ไม่เกี่ยวกับงาน  ขอให้เขาทำงานให้เราก็แล้วกัน  คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดของคนคิดตื้นๆ  ไม่ได้คิดว่าคนประพฤติไม่ดีจะทำงานใดดีอย่างไร  เพราะความประพฤติน้ันคือ  "งาน"  อย่างหนึ่งของตน  เป็นงานภายใน เจาประกอบ "กรรม"   อยู่ตลอดเวลา  เรียกว่า  "กายกรรม- การกระทำทางกาย  วจีกรรม-การกระทำทางวาจา"   ก็เมือ่เขาทำกรรมส่วนตัวไม่ดีแล้ว  เขาจะทำกรรมส่วนรวมดีได้อย่างไร  เมื่อเขาทำกรรมภายในไม่ดีแล้ว   เขาจะทำกรรมภายนอกดีได้อย่างไร  คนอื่นเขาก็รังเกี่ยจ เขาไม่ร่วมมือด้วย  งานจะสำเร็จเรียบร้อยได้อย่างไร  ยิ่งถ้าเป็นงาน  "หัวหน้างาน"  ลูกน้องก็ไม่รักใคร่นับถือ  เพราะความประพฤติไม่ดี  ปกครองคนไม่ได้  คุมคนไม่ได้เช่นนี้  เขาจะทำงานใหญ่ให้ชาติบ้านเมืองได้อย่างไร
   
     ความประพฤติงาม   จึงเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ  ถ้าหากความรู้เป็นสีของดอกไม้  ความประพฤติก็เป็นกลิ่นของดอกไม้    ดอกกุหลาบมีค่าอยู่ที่กลิ่นของมันฉันใด  คนจะมีคุณค่าก็อยู่ที่ความประพฤติดีงามฉันน้้น    คำโบราณจึงว่า   "สวยแต่รูป  จูบไม่หอม"  ก็ไร้ค่า    ใครจะเถียงว่าความประพฤติไม่สำคัญ  ก็ลองไปอยู่ใต้ปกครองของนายที่ประพฤติชั่วให้เห็นตำตาตำหูอยู่ทุกวันแล้ว  จะรู้สึกได้เองว่า  ความประพฤตินี้สำคัญ่ยิ่งกว่าความรู้ดีเป็นไหนๆ   อยู่กับนายที่โง่เขลาดีกว่าอยู่กับนายที่เลวทราม ก็รู้กันดีทั้วไปมิใช่หรือ  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น