วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๘)

๗. เป็นเวไนยชน

     เวไนยชน  แปลว่า ชนที่มีวินัย  หรือคนที่อยู่ในระเบียบวินัย  คนที่มีระเบียบวินัยน้ันเป็นเครื่องหมายแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเป็นคนเจริญ  เป็นคนที่ได้รับการศึกษามาดีแล้ว  เป็นคนที่ได้รับการอบรมมาจากสำนักที่ดีแล้ว  ชาติที่เจริญน้ันชนในชาติของเขาเป็นคนที่มีระเบียบวินัย  เคารพกฎหมาย ประพฤติตนอยู่ในแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรม  สมเด็จพระบรมราชินีนาถท่านเสด็จไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๔  ท่านทรงชมคนชาติญี่ปุ่นว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยในชีวิตการงานอย่างยิ่ง บ้านเมืองสะอาดเรียบรัอย  ผู้คนไม่ทิ้งขยะตามใจชอบ  คนของเขาเคารพกฎหมาย  อยุ่ในรเบียบวินัยท้ังการทำงานและการปฎิบัติตน  จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่เจริญรุงเรือง 

     ทุกวันนี้คนในบ้านเมืองเรา  ได้รับการศึกษาสูงขึ้น ยกย่องตนว่าเป็นคนเจริญ  เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญษชน  หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนว่าไม่ใช่คนป่าเถือน  แสดงออกด้วยการแต่งกายและการใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่ราคาแพง  แสดงออกด้วยการทำอะไรตามใจชอบ

     ในหมู่ข้าราชการเองก็มีข้าราชการที่ล้วนแต่มีการศึกษาสูงโดยมาก  จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยและผ่านการศึกษาจากต่างประเทศกันมาก็มาก  เรียกว่า เป็นยุคสมัยดอกเตอรืเกร่อเมือง

     แต่ถ้าสังเกตุดูให้ดีแล้ว  ก็จะเห็นว่าคนไทยเราเหล่านี้ ที่พากันทนงตนว่าเป็นคนเจริญมีการศึกษาดีนี่แหละ  ยังชอบทำอะไรตามใจชอบอยุ่  ไม่ยอมปฎิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย ชอบฝ่าฝืนกฎหมาย ชอบฝ่าฝืนข้อบังคับ  ชอบทำตัวเป็นอภิสิทธิชน  ชอบแสดงตนว่าฉันใหญ่พอที่จะไม่ต้องปฎิบัติตามระเบียบแบบแผนเหมือนคนอื่นๆ  ท้ังหลายท้ังปวง  หนักๆเข้าก็สำแดงตนว่าไม่เคาระเชื่อฟังคำส่ังของผู้บังคับบัญชา  ไม่ยอมอยุ่ในโอวาทของเจ้านาย  ดูหมิ่นคนแก่คนเฒ่าแม้แต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์  พระสงฆ์ผ้ทรงศึลทรงธรรมว่าคร่ำครึล้าสมัย  กระทำการโจมตีเจ้านายของตนให้คนอืนฟังเพื่อแสดงความฉลาด อวดเก่ง  อวดดี  อวดว่ามีปัญญาสำแดงอาการกระด้างกระเดื่องคื้อดึง ฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับที่วางไว้  ยิ่งถ้านาย่อนแอ โง่เขลา แก่เฒ่าอายุมาก มีเมตตาสูงหรือล้าสมัยเรื่องการศึกษา ไม่ได้ผ่านเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้ปริญญาสูงเท่าหรือสุงกว่าตน ยิ่งแสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามไม่นับถือ  ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงเอาทีเดียว  การงานก็หลีกเลี่ยงหยิ่งโหย่ง  ไม่เอาจริงเอาจังไม่ต้ังใจ ถ้านายมอบให้ทำงานอะไรที่ตัวไม่ชอบก็แสดงอาการไม่พอใจดูหมิ่นงานว่าไม่พอมือ ไม่พอความสามารถ ไม่คู่ควรกับความรู้ของตน  อยากจะทำงานสำคัญๆทั้งๆที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้นายเห็น  ให้นายเชื่อใจไว้ใจเสียก่อน  สิ้นปี้ถ้าไม่ไม่เลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ๒ ขั้น เหมือนคนที่เขาต้ังใจทำงานมีความรับผิดชอบมากกว่าก็ยิ่งวุ่นวายฟุ้งซ่านมากขึ้น  โจมตีนินทานาย  เพ็งเล็งจับผิดคนอื่นว่าเลวกว่าตน  ความสามารถด้อยกว่าตน  เอาแต่ประจบนายสอพลอนาย นายจึงโปรด ส่วนตัวเขามีความรู้ดี  ความสามารถก็สูง นายไม่โปรด  เข้าใจผิดไปใหญ่โต กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิในวงราชการโดยไม่รูตัว   เหมือนเขาว่า ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงาหัวของตัวเอง

     คนอย่างนี้แหละคือคนที่เรียกได้ว่า  ไม่ใช่เวไนยชน   แม้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ไม่โปรดหรือโปรดไม่ได้  คนที่ไม่ยอมเชื่อฟังไม่ยอมอยู่ในโอวาทเช่นนี้ท่านเรียกว่า  ไม่ใช่ พุทธเวไนย   พระพุทธองค์ก็ต้องตัดออกไปนแกพระธรรมวินัย  ไม่โปรดไม่สอน  ไม่รับไว้ในพระธรรมวินัยเช่นเดียวกัน

     เพราะฉนั้น  การที่หัวหน้างานจะเลือกสรรแต่งต้ังคนใหเป็นหัวหน้าคน   ให้ทำงานร่วมคณะ  ก็จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะไม่เลือกสรรเอาคนที่ไม่ใช่เวไนยชน แตจะเลือกสรรเอาคนดีที่เป็นเวไนยชน ถ้าความรู้ความสามารถเท่ากัน คนหนึ่งเป็นเวไนยชน อีกคนหนึ่งไม่เป็นเวไนยชน  ก็ต้องเลือกคนเป็นเวไนยชนก่อน  ถึงคนที่เป็นเวไนยชนจะหย่อนความรู้นิดหน่อย  ความสามารถน้อย   ก็คงเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนอยู่ดี   เพราะเป็นคนที่พูดกันรู้เรื่อง  เข้าใจกันง่าย  ยอมรับคำแนะนำ  ตักเตือน  ยอมรับการอบรมสั่งสอน  ต่อไปก็คงจะดีได้เก่งได้   ดีกว่าคนที่ฉลาดแต่แข็งกระด้าง  ไม่ยอมอยู่ในโอวาทไม่ยอมเชื่อฟัง  หัวดื้่อ อวดดี  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขัดข้องในการทำงานตามมาได้

     คำว่า  "เวไนยชน"   น้ันคือคนที่มีระะเบียบ มีวินัย  ยอมรับระเบียบของหมุ่คณะ  ไม่ฝ่าฝืนหลีกเลี่ยง  ไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง  มีความเคารพหัวหน้า  ยอมรับฟังความคิดยอมรับฟังคำแนะนำ  ยอมรับคำตักเตือน  ยอมรับเอาแนวทาง แนวความคิด หรือนโยบายของหัวหน้างานไปปฎิบัติด้วยความเต็มใจ  มีความศรัทธาเชื่อถือในความคิดของหัวหน้า   ไม่อวดดื่้อถือดีหรือทำอะไรนอกละเมิดแหวกแนวคำสั่งของหัวหน้า  ถ้าไม่แน่ใจก็ต้องถามเสียก่อน   หรือไม่พูดออกไป ให้ไปสอบถามเอาจากหัวหน้า   เรื่องอย่างนี้แม้จะมีตำแหน่งสูงถึงระดับอธิบดีก็ต้องเคารพปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็ต้องฟังเสียงรัฐมนตรี  เรียกว่ามีความเคารพให้เกียรติกันตามลำดับไป  จึงจะเรียกว่า เป็นเวไนยชน  ถ้ารัฐมนตรีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ๆไปว่าไม่เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องน้้นเรื่องนี้  โดยถือว่ามีอิสระเสรีตามระบอบประชาธิปไตยแล่้วก็พุดได้ว่า  รัฐมนตรีคนน้้นไม่ใช่เวไนยชน  ไม่ควรเลือกสรรเอาเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี  จะทำให้คณะรัฐบาลพังง่ายๆ

     การที่ข้าราชการบางคน ไม่ได้รับเลือกสรรแต่งต้ังใหดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นอาจเป็นเพราะไม่ใช่เวไนยชนก็ได้   ควรพิจารณาตัวเองให้ดีเส่ียก่อนทีจะเอะอะโวยวายไป   และหัวหน้าคนที่ฉลาดน้ัน   ก็ต้องเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนเข้าร่วมคณะด้วย  การทำงานของหมู่คณะจึงจะเรียบร้อย   มีระเบียบ  มีวันัย  เหมือนเล่นฟุดบอลที่เล่นตามกติกา  ทุกคนเล่นตามหน้าที่ของตนให้เต็มที่  ฟุดบอลก้มักจะชนะ  ถึงแม้แพ้ก็แพ้อย่างน่าดู  และมีทางที่จะเล่นแก้ตัวเอาชนะกลับคืนมาได้โดยง่าย  แต่ถ้าไม่ได้คนที่เป็นเวไนยชน ไม่อยู่ในระเบียบวินัย  ไม่ยอมฟังคำสั่งสอนตักเตือนของหัวหน้า  อวดดีอวดเด่นโด่งไปคนเดียว
ทำอะไรตามใจชอบนอกลูู่นอกทางนอกละเมิด  ไม่เคารพกติกา   ถึงเขาจะเป็นคนเก่งปานใดก็จะทำให้หมู่คณะเสียหายได้

     การเลือกสรรบุคคลเข้าร่วมคณะก็ดี  จะแต่งต้ังให้เขาดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นก็ดี   จะมอบหมายการงานสำคัุญให้ทำก็ดี  จะให้เขาเป็นหัวหน้าคนหมู่มากก็ดี   จำเป็นต้องเลือกสรรเอาคนที่เป็นเวไนยชนด้วยเหตุผลดังว่ามานี้   เพราะคนไทยเรานั้นมักจะมีคุณสมบัติในทางอิสรชนเกินไป   เป็นเสรีชนจนเกินควร  มีลักษณะเป็นไก่เถื่่อน เอาตัวรอดคนเดียว   อวดเก่งคนเดียว  เป็นชนิด  One Man Show     จนทำงานเป็นหมู่คณะไม่ค่อยเป็น   นักกีฬาที่เล่นคนเดียวมักจะชนะ  แต่ถ้ากีฬาเป็นทีมมักจะแพ้  ในวงราชการก็เหมือนกัน   จึงจำเป็นจะต้องคำนึงถึง   หลักการสรรหาบุคคลข้อ เป็นเวไนยชน  นี้ให้มากเป็นพิเศษ  ถ้าหากว่าเราจะปลูกฝังวินัยให้คนในชาติของเรา  ก็ต้องใช้หลักข้อนี้



วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๗)

๖. เป็นมิตรร่วมใจ

     คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคมทุกวันนี้   ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องหรืออยู่ในวงล้อมของบุคคลอื่น ๓ จำพวก  คือ  ๑. มิตร  ๒. ศัตรู  ๓. ผู้เป็นกลาง   เราจะต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับคน ๓ จำพวกนี้อย่างไรจึงจะปลอดภัย  เป็นสุข  และเจริญก้าวหน้า

     นักจิตวิทยาคนหนึ่งเขียนเรื่อง   "วิธีชนะมิตร" อันที่จริงมิตรก็ไม่ต้องชนะหรอก  ควรจะเอาชนะศัตรูมากกว่า  จะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่ร่วมสังคมกับศัตรูได้อย่างปลอดภัย  เรื่องนี้เราต้องนึกถึงพระศาสดาและนักปราชญ์เมธีคนอื่นๆ ล้วนแต่ต้องตายเพราะมือศัตรูทั้งสิ้น  เช่น โซคราตีส  พระเยซู และคานธี  เป็นต้น  แตพระบรมศาสดาของเราทรงเอาชนะได้ไม่มีใครทำอันตรายพระองค์ได้เลย 

     แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราท่านนี้   บางทีก็เอาชนะศัตรูไม่ได้  หรือบางทีวิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงศัตรูเสีย
     แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่วมงานของเรา  แน่นอนที่สุดเราต้องเลือกมิตร เลือกศัตรูมาร่วมงาน  แต่มิตรก็มีอยู่หลายจำพวก มีมิตรหัวประจบ คบเราเพื่อหวังเอาประโยชน์   เหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า  
     "ยามมีบุญเขาก็วิ่งมาเป็นข้า  พึ่งพระเดชเดชาให้ใช้สอย  เฝ่าป้อยอสอพลอพลอยทุกเช้าค่ำ  ยามเพลี่ยงพล้ำเขาก็กระหน่่ำซ้ำซ้อมซัก  ดั่งราชสีห์ปีกหักตกปลักหนอง  กาแกก็จะแซ่ซ้องร้องเข้าสาวไส้"  

     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคลผู้ร่วมงาน  ร่วมหมู่คณะ จึงจำเป็นอย่างย่ิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเรื่อง   "มิตรร่วมใจ"
     มิตรร่วมใจ   คือ มิตรแท้  มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะนำประโยชน์  มิตรร่วมชีวิตจิตใจกัน เข้าใจกันได้ดี   ถึงคราวคับขันก็ไม่เอาตัวรอดคนเดียว   ไม่ถึบหัวเรือส่ง  ไม่เหยียบบ่าเหยียบไหล่ขึ้นที่สูง  เป็นปากเป็นเสียงแทนได้  คอยปกป้องกันมิตรมิให้ตกไปในที่ชั่วที่ผิด  ไม่ปล่อยมิตรให้เข้ารกเข้าพงไป  รู้ใจมิตรดีว่ามีความคิดมีแนวทางอย่างไร  เห็นตัวอย่างจริงใจในแนวคิดน้ัน  มีอุดมคติอย่างเดียวกัน   ในเรื่องงานของบ้านเมืองหรือส่วนรวม  เหมือนนักการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน  มีแนวนโยบายอย่างเดียวกัน เหมือนนักดนตรีร่่วมคณะ สามารถจะเล่นด้วยกันได้รู้ฝืมือกัน  เหมือนนักฟุุตบอลร่วมทีม  เ่ล่นทีมเดียวกันได้ตามหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ไม่เอาดีเอาเด่นเอาหน้าคนเดียว  พูดกันคำหนึ่งสองคำก็เข้าใจกันได้  ไม่มีความเห็นขัดแย้งกันในแนวทางที่สำคัญ  นอกจากรายละเอียดปลีกย่อย หรือวิธีการทำงานที่อาจแตกต่างกันได้ แต่จุดมุ่งหมาย เป้าหมายต้องเป็นอย่างเดียวกันเสมอ

     คนเดี๋ยวนี้มักจะพูดด้วยความน้อยใจว่า เรามีความรู้ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า แต่ไม่ได้รับการเลือกสรรไม่ได้รับการคัดสรรให้ทำงานร่วมคณะ   ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น  เราลืมมองดูตัวเอง  ลืมคิดถึงความจริงข้อหนึ่งก็คือ เขาไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของผู้มีอำนาจแต่งต้ัง  คนเราน้ันถ้ามีอะไรเท่าเทียมกันหมดทุกอย่าง  คนเราจะเลือกเอามิตรไม่เลือกศัตรู ไม่เลือกเอาคนที่มีแนวคิดต่างกันมาร่วมงาน  ความเป็นมิตรร่วมใจกันจึงเป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง   ถ้าหากเราไม่ได้รับการเลือกเขาร่วมคณะ  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ก็เพราะเราไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของท่านต่างหาก  ถ้าปลงใจเสียได้ดังนี้แล้ว  รู้ความจริงอย่างนี้แล้ว  ก็จะได้ไม่ตีโพยตีพายด้วยความเสียใจ  เราจะได้ทำตัวเป็นมิตรกันคนอืีนๆ ไม่ทำตัวเป็นศัครูใคร  ไม่แสดงตัวเด่นเหนือคนอื่นให้เขาชังน้ำหน้า  เพราะคนเราจะดีเด่นไปคนเดียวไม่ได้เลย  ต้องอาศัยผู้อื่นสนับสนุนส่งเสริมทั้งสิ้น   คนที่อวดดี อวดเด่น อวดเก่ง  ชอบทะเลาะกับคนอื่น  หรืออวดดีกับหัวหน้า งานจึงไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า  เพราะเหตุนี้เอง  คือ ขาดคุณสมบัติ "เป็นมิตรร่วมใจ"  เราจึงไม่ได้รับการเลือกสรร  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ไม่เจริญก้าวหน้า  เพราะเราไม่ทำตัวเป็นมิตรร่วมใจของเขา  เราอาจทำตัวเป็นคนดี คนเด่น คนดัง คนโ่ด่งไปคนเดียว  ไม่มีมิตรสหายช่วยสนับสนุน  ผู้ที่ผ่านชีวิตราชการงานเมืองมามาก  มีประสบการณ์ดี จึงกล่าวว่า  คนที่จะได้ดีน้ันจะต้องมี   ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน  เพือนกันประคอง  นี้คือหลักการเป็นมิตรร่วมใจนั้นเอง  เพราะมีกฎธรรมดาของสังคมมนุษย์อยู่ว่า  "ไม่มีใครได้ดีเองเลยแม้แต่คนเดียว"  ทุกคนได้ดีเพราะมีมิตร  มีสหาย  มีผู้ใหญ่ มีบริวาร  สนับสนุนอยู่ทั้งสิ้น  ลองศึกษาชีวิตประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานดูก็จะรู้ได้  เพราะฉนั้นการคัดเลือสรรหาบุคคล  จึงมีหลักสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง  คือ "เป็นมิตรร่วมใจ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
    

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๖)


๕. เป็นคนสุจริต

     คำว่า  "สุจริต"  น้ันแปลว่า "ประพฤติดีแล้ว"  คำนี้กว้างไปจึงต้องเพิ่มคำว่า  "ซื่อสัตย์"  เข้าด้วย  "ซื่อ"  เป็นคำไทย  แปลว่า "ตรง" แปลว่า "จริง"  รวม  ๓ คำ  "ซื่อ-สัตย์-สุจริต"   จึงหมายความว่า "เป็นคนที่มีความประพฤติตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่คด ไม่โกง ไม่กลับกลอก ไม่หลอกลวง ไม่หน้าไหว้หลังหลอก  ไม่ทรยศ"  เหล่านี้ คือความหมายขอคำว่า  "ซื่อสัตย์สุจริต"  
     สำหรับข้าราชาการก็ต้องหมายความรวมถึง  ไม่คอรับชั่น  ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ไม่หากินทางรีดไถ  หรือกดขี่ข่มเหงประชาชนด้วย  ไม่แสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมจากอำนาจหน้าที่ของตน 
     เวลานี้เป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองของเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมาก มีข่าวหนาหูยิ่งกว่ายุคสมัยก่อนมาก  อาจเป็นด้วยมีข้าราชการมากขึ้น  ข้าราชการชั่วทรามจึงมีมากขึ้น  หรือการครองชีพมันรัดตัวไม่ค่อยพอกินพอใช้  หรือว่าพ่อค้ามีอิทธิพลเหนือข้าราชการมากขึ้น   หรือมีนักการเมืองเข้ามามีอำนาจทางการเมืองเป็นนายเหนือหัวข้าราชการมากขึ้น   หรือว่าคนสมัยนี้มีความโลภมากขึ้นไม่รู้จักสันโดษ  ไม่รู้จักพอ  ตามที่คิดกันพูดกันอยํู่ถึงมูลเหตุแห่งการคอรับชั่น พูดกันว่ามาจากมูลเหตุน้้น  มูลเหตุนี้ ซึ่งก็คงจะถูกทุกอย่าง   ไมจำเป็นจะต้องมาโต้เถียงกัน แตเรื่องที่สำคัญคอืการป้องกันแก้ไข  ไม่ให้บ้านเมืองเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมากกว่านี้  เพราะถ้ามีมากขึ้นถึงขึดแล้ว  บ้านเมืองต้องพังไปไม่รอดแน่  เราจึงต้องคิดแก้ไข
     การแก้ไขและป้องกันการคอรับชั่นน้ัน ต้องแก้ที่คน  คือ  ข้าราชการ  ต้องแก้จากคนโตๆ ลงมา เพราะฉน้ันการคัดเลือกสรรหาบุคคลจึงจำเป็นอย่างยิ่ง   ต้องคำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรืองสำคัญอีกประการหนึ่ง จะมีความรู้ดี  ความสามารถสูง  ความประพฤติเรียบร้อยด้วยกาย วาจา ใจ อย่างไร  เป็นภายนอกเท่าน้ันไม่พอ จะต้องดูให้ลึกซึ้งถึงจิตใจภายในด้วย  ว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตหรือเปล่า
     คนที่แสดงตัวเป็นอุบาสก เข้าวัดฟังธรรมเป็นมรรคทายกวัดไม่กินเหล้า  ถือศีลอุโบสถน้้น  ก็อย่าเพิ่งนึกว่าซื่อสัตย์สุจริตแท้  ต้องดูให้แน่ว่าแกอมเงินวัดบ้างหรือเปล่า   พวกมือถือสากปากถือศีลนี่แหละอันตราย น้ำนิ่งไหลลึก เหมือนตัวมอดปลวกกินบ้านผุพังมาแล้ว   ต้ังแต่เมืองจีน เมืองญวณ เมืองลาว เมืองเขมร  ลองสดับตรับฟังกันดูให้ดี   พี่ไทยเรานี้มีข้าราชการประเภท  "มอดหลวง" อยู่มากน้อยเพียงไร
    โบราณท่านว่า  "สมภารไม่ดี  หลวงชีสกปรก"  ถ้าหัวหน้าคอรับชั่น ลูกน้องไม่คอรับชั่นน้ันหายากเต็มที  แต่ถ้าหัวหน้าดีหน้าบาง ไม่คอรับชั่นเพราะอายใจ  กลัวคนรู้ กลัวบาป กลัวมีเรื่องถูกสอบสวน  กลัวถูกไล่ออก  ลูกน้องในระดับต่ำลงมาจะไม่กล้าคอรับชั่น หน่วยงานน้ันคอรับชั่นจะเบาบาง
     การเลือกคน สรรหาคน จึงจำเป็นหนักหนา ต้องสรรหาคนที่ซือสัตย์สุจริตด้วย
     ข้าราชการบางคน   มากเสียด้วย  มีทัศนคติที่ผิดๆมาแต่แรกเข้ารับราชการว่า  "เป็นข้าราชการต้องโกงถึงจะรวย  เลี้ยงช้างต้องกินขึ้ช้าง"    ประชาชนทั่วไปก็มีทัศนคติต่อข้าราชการเช่นนี้  "ตำรวจต้องรีดไถ อัยการต้องกินคดี"   เมื่อไรเราจึงจะแก้ทัศนคติหรือภาพพจน์เช่นนี้ได้
     ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกสรรหาบุคคลที่ซือสัตย์สุุจริต  มาเป็นหัวหน้างานหัวหน้าคน   ถ้าไม่เริ่มต้นตรงนี้  เมืองไทยจะไปไม่รอดจริงๆ  คอมมิวนิสต์จะเข้าครองเมืองจริงๆ   และถ้าคอมมิวนิสตืครองแผ่นดิน   คอมมิวนิสต์โกงกินเสียเองก็กรรมของสัตว์เท่าน้ันเอง
     เพราะฉนัิ้นยุคนี้  จึงต้องแก้กันที่  "วิธีเลือกสรรหาบุคคล"   มาเป็นหัวหน้างานจะต้องเลือกสรรคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญยิ่ง  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๕)

๔. เป็นสัตบุรุษ

     คำว่า "สัตบุรุษ"  เป็นคำเก่าแก่ต้ัง ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว   ใครอ่านพบบทนี้เข้า ก็จะเหมาเอาว่าเป็นโบราณคร่ำครึ  เต่าล้านปี  เดี๋ยวนี้นักวิชาการสมัยไปโลกพระจันทร์เขาไม่พูดถึงกันแล้ว   เขาต้องใช้ศัพท์บัญญัติมีคำฝรั่งปนไทยฟังยากๆ  ฟังรู้มั่งไม่่รู้มั่งมันถึงจะขลัง   อย่างน้อยก็สะกดคนมความรู้น้อยให้สงบปากไว้   ไม่กล้าโต้แย้งหรือซักถาม    เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่าตัวเองความรู้น้อย   แต่ข้าพเจ้าก็สมัครใจที่จะใช้คำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ของพระบรมศาสดาของข้าพเจ้า   ทรงสอนไว้  ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว  จะรู้ว่าเขาเป็นคนดีคนเลวก็ให้ดูว่าเขาเป็นสัตบุรุษหรือไม่   ถ้าเขาเป็นสัตบุรุษก็เชื่อได้ว่าเขาเป็นคนดีแน่แท้

    " สัตบุรษ"  คือ อะไร ?
     "สัตบุรุษ"   คือ  ผู้รู้ธรรม  ๗ ประการ   หรือบุคคลผู้รู้ธรรม  ๗ ประการ
     ๑. ธัมมัญญุตา   เป็นผู้รู้จักเหตุ  รู้จักธรรมชาติของสิ่งท้ังหลายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร  รู้ว่าคนโกงเพราะโลภ   รู้ว่าเขาโกรธเพราะโลภถ้าไม่ได้ดังใจ   รู้ว่าเขาหลงเพราะไม่รู้ความเป็นจริง   เมื่อรู้จักมูลเหตแล้วก็แก้ไขได้   เหมือนหมอรู้จักมูลเหตุของโรค จึงรักษาโรคให้หายได้
     ๒. อัตถัญญุตา   เป็นผุ้รู้จักผล   รู้จักธรรมดาของสิ่งทั้งหลายว่า   เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อไป  รู้จักเรื่องราวความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย   รวมทั้่งจิตใจของคน  พูดคำสมัยใหม่ก็เรียกว่า  รู้จักจิตวิทยาก็เห็นจะได้
     ๓. อัตตัญญุตา  เป็นผู้รู้จักตน  ตามความเป็นจริง  รู้ว่าตนคือใคร  เป็นลูกเต้าเหล่าใคร  มีพื้นฐานครอบครัวชาติสกุลมาอย่างไร  มีการศึกษาอบรมมาระดับไหน  มีความรู้ความสามารถความถนัดอย่างไร  มีความรักพอใจอะไร  มีฐานะทางครอบครัว ฐานะทางสังคมอย่างไร   ไม่เห่อเหิมทะเยอทะยานเกินตัว  เกินความสามารถ เป็นผู้มีสติกำกับตน  ไม่หลงตัวเองไม่เอาปัญญานำหน้าสติ  จนพาตัวเองเขารกเข้าพงไป ไม่เป็นคนมิจฉาทิฎฐิ  เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  
     ๔. มัตตัญูตา   รู้จักประมาณ  รู้จักคาดการณ์ล่วงหน้า  รู้จักประมาณในการใช้จ่าย  รู้จักประมาณในการทำกิจการ  รู้จักประมาณตนประมาณท่าน   รู้จักทำอะไรให้เหมาะสมกับกำลังความสามารถุของหมู่คณะ กำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังความสามัคคีของหมู่คณะ  ไม่่ทำอะไรเกินควรเกินเหตุ  ไม่คิดการใหญ่เกินกำลัง  รู้จักคิดหน้าคิดหลัง  ไม่ดีดลูกคิดรางแก้วเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวโดยไม่เฉลียวคิดถึงทางเสีย   รู้จักทีหนีทีไล่  ไม่คิดทะเยอทะยานเกินตัว  ไม่คิดสร้างวิมานในอากาศ  ดังโบราณ่ว่า  "นกน้อยทำรังแต่พอตัว  คิดการไม่ใหญ่เกินตัว  คนยิ้มหัวใยไผ"  คนรู้จักประมาณจึงคิดไม่ผิดพลาด  โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคน หัวหน้างานน้ัน ถ้าคิดทำการใหญ่เกินตัวเกินกำลังความสามารถและกำลังเงินงบประมาณแล้ว  จะทำให้บริวารเดือดร้อนด้วย  งานก็จะเสื่อมทรามเสียหายภายหลังด้วย
     ๕. กาลัญุตา  รู้จักกาล รู้จักเวลา  รู้จักสมัย ไม่เป็นคนล้าสมัย คร่ำครึก้าวไม่ทันโลก ไม่เป็นคนล้าสมัย นำสมัยจนคนตามไม่ทัน รู้จักกาลเวลาว่ายุคนี้สมัยนี้ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร คนที่เป็นหัวหน้างาน ทุกวันนี้บางคนเป็นคนไม่รู้จักกาล ไม่รู้จักเวลา ก้าวไปไม่ทันโลก ไม่่ทันความเจริญก้าวหน้าของสมัยบ้าง  ก้าวล้ำเลยสมัยไปจนเลยเถิดเกินคนที่เดินทันบ้าง   งานที่ทำก็เสียหายไป ไม่่ได้ผลดี  เพราะไม่รู้จักกาลสมัย  บางทีก็พลอยทำให้หมู่คณะเดือดร้อน  อึดอัดใจ  ไม่เป็นสุขก็มีอยู่ไม่น้อย
     ๖. บุคคลัญญูตา  รู้จักบุคคล  รู้จักว่าใครเป็นใคร  ใครในที่นี้คือคนที่ต้องเกี่ยวข้่องด้วยทั้งทางตรงทางอ้อม   ได้แก่คนช้ันเหนือกว่าตน  คนระดับเดียวกันและคนระดับต่ำกว่า จำเป็นจะต้องศึกษา่เรียนรู้   คนทั้ง ๓ ประเภทนี้ ยิ่งรู้จักละเอียดยิ่งดีมีประโยชน์  คนที่จะรู้จักคนอื่นได้ก็ต้องคบหา  สังเกตและสดับ ตรับฟัง เป็นพหูสูตร  ไม่ใช่คนเก็บตัว  ไม่คบใคร  กลายเป็นคนคับแคบไป หูตาไม่กว้างขวาง  ไม่รุ้จักชีวิตจิตใจคน คนเช่นนี้จะเป็นคนดีไม่ได้   จะเป็นหัวหน้าคนไม่ได้   จะคุมงานไม่ได้ผล
     ๗. ปริญญฺตา รู้จักบริษัท  รู้้จักประชุมชน  หรือรู้จักสังคม รู้จักท้องถิ่น  รู้จักภูมิประเทศ รู้จักขนมธรรมเนียม  รู้จักวัฒนธรรมประเพณี รู้จักจิตวิทยาฝูงชนในสังคมน้้น  คนที่ไม่รู้จักเช่นนี้จะเป็นคนดีมีคามสามารถไม่ได้  จะเป็นนักบริหารไม่ได้ จะควบคุมงานไม่ได้  จะปกครองคนไม่ได้ จะเป็นใหญ่ไมได้

     สัตบุรุษธรรมทั้ง  ๗ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของคนที่สำคัญมาก  การที่จะสรรหาบุคคลมาทำงานร่วมคณะ การที่จะแต่งต้ังคนขึ้นดำรงตำแหน่ง การจะยกย่องใครให้เป็นใหญ่  จึงต้องเอาหลักธรรมเป็นสัตบุุรุษขึ้นมาวัดด้วย   ถึงเขาจะมีความรู้ดีเพียงใด  ถึงเขาจะเป็นคนประพฤติดีเพียงใด มีความสามารถในหน้าที่เดิมเพียงใด   ถ้าเขาไม่เป็นสัตบุรุษก็พึงละเสีย  สมเด็จพระบรมครูสอนไว้ไม่ผิดดอก
(โปรดติดตามตอนต่อไป)