๔. เป็นสัตบุรุษ
คำว่า "สัตบุรุษ" เป็นคำเก่าแก่ต้ัง ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว ใครอ่านพบบทนี้เข้า ก็จะเหมาเอาว่าเป็นโบราณคร่ำครึ เต่าล้านปี เดี๋ยวนี้นักวิชาการสมัยไปโลกพระจันทร์เขาไม่พูดถึงกันแล้ว เขาต้องใช้ศัพท์บัญญัติมีคำฝรั่งปนไทยฟังยากๆ ฟังรู้มั่งไม่่รู้มั่งมันถึงจะขลัง อย่างน้อยก็สะกดคนมความรู้น้อยให้สงบปากไว้ ไม่กล้าโต้แย้งหรือซักถาม เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่าตัวเองความรู้น้อย แต่ข้าพเจ้าก็สมัครใจที่จะใช้คำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ของพระบรมศาสดาของข้าพเจ้า ทรงสอนไว้ ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว จะรู้ว่าเขาเป็นคนดีคนเลวก็ให้ดูว่าเขาเป็นสัตบุรุษหรือไม่ ถ้าเขาเป็นสัตบุรุษก็เชื่อได้ว่าเขาเป็นคนดีแน่แท้
" สัตบุรษ" คือ อะไร ?
"สัตบุรุษ" คือ ผู้รู้ธรรม ๗ ประการ หรือบุคคลผู้รู้ธรรม ๗ ประการ
๑. ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักธรรมชาติของสิ่งท้ังหลายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร รู้ว่าคนโกงเพราะโลภ รู้ว่าเขาโกรธเพราะโลภถ้าไม่ได้ดังใจ รู้ว่าเขาหลงเพราะไม่รู้ความเป็นจริง เมื่อรู้จักมูลเหตแล้วก็แก้ไขได้ เหมือนหมอรู้จักมูลเหตุของโรค จึงรักษาโรคให้หายได้
๒. อัตถัญญุตา เป็นผุ้รู้จักผล รู้จักธรรมดาของสิ่งทั้งหลายว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อไป รู้จักเรื่องราวความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย รวมทั้่งจิตใจของคน พูดคำสมัยใหม่ก็เรียกว่า รู้จักจิตวิทยาก็เห็นจะได้
๓. อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน ตามความเป็นจริง รู้ว่าตนคือใคร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีพื้นฐานครอบครัวชาติสกุลมาอย่างไร มีการศึกษาอบรมมาระดับไหน มีความรู้ความสามารถความถนัดอย่างไร มีความรักพอใจอะไร มีฐานะทางครอบครัว ฐานะทางสังคมอย่างไร ไม่เห่อเหิมทะเยอทะยานเกินตัว เกินความสามารถ เป็นผู้มีสติกำกับตน ไม่หลงตัวเองไม่เอาปัญญานำหน้าสติ จนพาตัวเองเขารกเข้าพงไป ไม่เป็นคนมิจฉาทิฎฐิ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
๔. มัตตัญูตา รู้จักประมาณ รู้จักคาดการณ์ล่วงหน้า รู้จักประมาณในการใช้จ่าย รู้จักประมาณในการทำกิจการ รู้จักประมาณตนประมาณท่าน รู้จักทำอะไรให้เหมาะสมกับกำลังความสามารถุของหมู่คณะ กำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังความสามัคคีของหมู่คณะ ไม่่ทำอะไรเกินควรเกินเหตุ ไม่คิดการใหญ่เกินกำลัง รู้จักคิดหน้าคิดหลัง ไม่ดีดลูกคิดรางแก้วเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวโดยไม่เฉลียวคิดถึงทางเสีย รู้จักทีหนีทีไล่ ไม่คิดทะเยอทะยานเกินตัว ไม่คิดสร้างวิมานในอากาศ ดังโบราณ่ว่า "นกน้อยทำรังแต่พอตัว คิดการไม่ใหญ่เกินตัว คนยิ้มหัวใยไผ" คนรู้จักประมาณจึงคิดไม่ผิดพลาด โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคน หัวหน้างานน้ัน ถ้าคิดทำการใหญ่เกินตัวเกินกำลังความสามารถและกำลังเงินงบประมาณแล้ว จะทำให้บริวารเดือดร้อนด้วย งานก็จะเสื่อมทรามเสียหายภายหลังด้วย
๕. กาลัญุตา รู้จักกาล รู้จักเวลา รู้จักสมัย ไม่เป็นคนล้าสมัย คร่ำครึก้าวไม่ทันโลก ไม่เป็นคนล้าสมัย นำสมัยจนคนตามไม่ทัน รู้จักกาลเวลาว่ายุคนี้สมัยนี้ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร คนที่เป็นหัวหน้างาน ทุกวันนี้บางคนเป็นคนไม่รู้จักกาล ไม่รู้จักเวลา ก้าวไปไม่ทันโลก ไม่่ทันความเจริญก้าวหน้าของสมัยบ้าง ก้าวล้ำเลยสมัยไปจนเลยเถิดเกินคนที่เดินทันบ้าง งานที่ทำก็เสียหายไป ไม่่ได้ผลดี เพราะไม่รู้จักกาลสมัย บางทีก็พลอยทำให้หมู่คณะเดือดร้อน อึดอัดใจ ไม่เป็นสุขก็มีอยู่ไม่น้อย
๖. บุคคลัญญูตา รู้จักบุคคล รู้จักว่าใครเป็นใคร ใครในที่นี้คือคนที่ต้องเกี่ยวข้่องด้วยทั้งทางตรงทางอ้อม ได้แก่คนช้ันเหนือกว่าตน คนระดับเดียวกันและคนระดับต่ำกว่า จำเป็นจะต้องศึกษา่เรียนรู้ คนทั้ง ๓ ประเภทนี้ ยิ่งรู้จักละเอียดยิ่งดีมีประโยชน์ คนที่จะรู้จักคนอื่นได้ก็ต้องคบหา สังเกตและสดับ ตรับฟัง เป็นพหูสูตร ไม่ใช่คนเก็บตัว ไม่คบใคร กลายเป็นคนคับแคบไป หูตาไม่กว้างขวาง ไม่รุ้จักชีวิตจิตใจคน คนเช่นนี้จะเป็นคนดีไม่ได้ จะเป็นหัวหน้าคนไม่ได้ จะคุมงานไม่ได้ผล
๗. ปริญญฺตา รู้จักบริษัท รู้้จักประชุมชน หรือรู้จักสังคม รู้จักท้องถิ่น รู้จักภูมิประเทศ รู้จักขนมธรรมเนียม รู้จักวัฒนธรรมประเพณี รู้จักจิตวิทยาฝูงชนในสังคมน้้น คนที่ไม่รู้จักเช่นนี้จะเป็นคนดีมีคามสามารถไม่ได้ จะเป็นนักบริหารไม่ได้ จะควบคุมงานไม่ได้ จะปกครองคนไม่ได้ จะเป็นใหญ่ไมได้
สัตบุรุษธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของคนที่สำคัญมาก การที่จะสรรหาบุคคลมาทำงานร่วมคณะ การที่จะแต่งต้ังคนขึ้นดำรงตำแหน่ง การจะยกย่องใครให้เป็นใหญ่ จึงต้องเอาหลักธรรมเป็นสัตบุุรุษขึ้นมาวัดด้วย ถึงเขาจะมีความรู้ดีเพียงใด ถึงเขาจะเป็นคนประพฤติดีเพียงใด มีความสามารถในหน้าที่เดิมเพียงใด ถ้าเขาไม่เป็นสัตบุรุษก็พึงละเสีย สมเด็จพระบรมครูสอนไว้ไม่ผิดดอก
๕. กาลัญุตา รู้จักกาล รู้จักเวลา รู้จักสมัย ไม่เป็นคนล้าสมัย คร่ำครึก้าวไม่ทันโลก ไม่เป็นคนล้าสมัย นำสมัยจนคนตามไม่ทัน รู้จักกาลเวลาว่ายุคนี้สมัยนี้ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร คนที่เป็นหัวหน้างาน ทุกวันนี้บางคนเป็นคนไม่รู้จักกาล ไม่รู้จักเวลา ก้าวไปไม่ทันโลก ไม่่ทันความเจริญก้าวหน้าของสมัยบ้าง ก้าวล้ำเลยสมัยไปจนเลยเถิดเกินคนที่เดินทันบ้าง งานที่ทำก็เสียหายไป ไม่่ได้ผลดี เพราะไม่รู้จักกาลสมัย บางทีก็พลอยทำให้หมู่คณะเดือดร้อน อึดอัดใจ ไม่เป็นสุขก็มีอยู่ไม่น้อย
๖. บุคคลัญญูตา รู้จักบุคคล รู้จักว่าใครเป็นใคร ใครในที่นี้คือคนที่ต้องเกี่ยวข้่องด้วยทั้งทางตรงทางอ้อม ได้แก่คนช้ันเหนือกว่าตน คนระดับเดียวกันและคนระดับต่ำกว่า จำเป็นจะต้องศึกษา่เรียนรู้ คนทั้ง ๓ ประเภทนี้ ยิ่งรู้จักละเอียดยิ่งดีมีประโยชน์ คนที่จะรู้จักคนอื่นได้ก็ต้องคบหา สังเกตและสดับ ตรับฟัง เป็นพหูสูตร ไม่ใช่คนเก็บตัว ไม่คบใคร กลายเป็นคนคับแคบไป หูตาไม่กว้างขวาง ไม่รุ้จักชีวิตจิตใจคน คนเช่นนี้จะเป็นคนดีไม่ได้ จะเป็นหัวหน้าคนไม่ได้ จะคุมงานไม่ได้ผล
๗. ปริญญฺตา รู้จักบริษัท รู้้จักประชุมชน หรือรู้จักสังคม รู้จักท้องถิ่น รู้จักภูมิประเทศ รู้จักขนมธรรมเนียม รู้จักวัฒนธรรมประเพณี รู้จักจิตวิทยาฝูงชนในสังคมน้้น คนที่ไม่รู้จักเช่นนี้จะเป็นคนดีมีคามสามารถไม่ได้ จะเป็นนักบริหารไม่ได้ จะควบคุมงานไม่ได้ จะปกครองคนไม่ได้ จะเป็นใหญ่ไมได้
สัตบุรุษธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของคนที่สำคัญมาก การที่จะสรรหาบุคคลมาทำงานร่วมคณะ การที่จะแต่งต้ังคนขึ้นดำรงตำแหน่ง การจะยกย่องใครให้เป็นใหญ่ จึงต้องเอาหลักธรรมเป็นสัตบุุรุษขึ้นมาวัดด้วย ถึงเขาจะมีความรู้ดีเพียงใด ถึงเขาจะเป็นคนประพฤติดีเพียงใด มีความสามารถในหน้าที่เดิมเพียงใด ถ้าเขาไม่เป็นสัตบุรุษก็พึงละเสีย สมเด็จพระบรมครูสอนไว้ไม่ผิดดอก
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น