วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๙)


๙. เป็นคนกตัญญูกตเวที

     กตัญญูกตเวที หมายความตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมุูู่ชนที่นับถือพระพุทธศาสนา  คือรู้จักคุณของท่านที่ทำไว้แล้วแก่ตนอย่างหนึ่ง รู้จักตอบแทนคุณท่านที่ทำไว้แก่ตนอย่างหนึ่ง  พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า "ภูมิ เวสัปปุวิทัสานัง กตัญญู กตเวติตข "  แปลว่า ความกตัญญูกตเวที เป็นภูมิฐานของสัปบุรุษ หรือ "สาธุ รูปา นฺนินิตตตํ กตัญญูกตเวทิตา"  แปลว่า ความรู้คุณท่าน และรู้จักตอบแทนคุณท่าน เป็นเครื่องหมายของคนดี  ในวงการของคนดีย่อมต้องการคนดีเข้าร่วมคณะ ในสมาคมของคนดีบ่อมต้องการคนดีเข้ามาร่วมสังคม  เพราะฉนั้น เมื่อพระท่านรับรองว่าเครื่องหมายของคนดีคือ ความที่รู้จักคุณท่านและคนที่รู้จักตอบแทนคุณท่านเช่นนี้  เราจึงต้องเลือกสรรหาเอาคนที่รู้จักคุณคนและรู้จักตอบแทนคุณท่านเข้ามาไว้ร่วมหมู่คณะ ร่วมงาน และร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมชีวิตจิตใจกัน  ความกตัญญูกตเวทีจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญต้องกำหนดไว้ในการสรรหาบุคคลประการหนึ่ง  ซึ่งเป็นหลักธรรมดาสามัญอยู่แล้ว 
     แต่การที่เราจะทราบได้ว่าผู้ใดมีความกตัญญูกตเวทีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องสำคัญว่าจะต้องดูกันให้ดี บางทีก็ต้องใช้เวลาทดสอบน้ำใจกัน   หรือต้องสืบประวัติกันนาน  ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องตัดสิน
     โลกปัจจุบันนี้  จิตใจคนเปลี่ยนไป คนส่วนมากมักจะคิดว่าที่ฉันมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ที่ฉันได้ดีมีความสุขความเจริญ ที่ฉันประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะฉันเป็นคนดีคนเก่งเอง ไม่มีใครช่วยให้ฉันได้ดีมีสุขเลย  คนจำพวกนี้มักจะอ้างพุทธภาษิตเสียด้วยว่า "อัตตาหิ อัตโนนาโถ"  ตนเป็นที่พึ่งของตน  ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว  ไม่มีใครช่วยให้เราได้ดีได้ นอกจากตัวเราเอง  บางทีเขาก็เผลอๆคิดไปว่าเขาสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงคนเดียวในโลกนี้โดยไม่ต้องพึ่งใครเลย  เมื่อเรามีทัศนคติเช่นนี้แล้ว  เรื่องความกตัญญูกตเวทีก็ไม่ต้องพูดถึง  เป็นเรื่องของคนแก่ที่จะทวงบุญคุณกับเด็กๆ เสียมากกว่า  บางคนน้ันไปไกลมากจนถึงขั้นที่ว่า  พ่อแม่ก็ไม่มีบุญคุณแก่ลูก  เพราะพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลูกเกิดมา  พ่อแม่มีหน้าที่ต้องเลี้ยงลูก ครูสอนศิษย์เพราะอาชีพหาเลี้ยงตัว  อันทีจริงก็คืออาชีพรับจ้างสอนศิษย์จะมีบุญคุณต่อศิษย์ได้อย่างไร

     แท้ที่จริงน้ัน คนเป็นสัตว์ประเสริฐ คนแตกต่างจากสัตว์เพราะคนมีธรรมะประจำใจ  และคนดีแตกต่างจากคนชั่วเพราะคนดีมีศีลมีธรรม  ธรรมที่สำคัญของคนดีคือ  ความรู้จักคุณท่านและรู้จักตอบแทนคุณท่าน  การรู้จักคุณท่านและตอบแทนคุณท่านนี้แหละเป็นน้ำใจเชื่อมโยงคนให้อยากช่วยเหลือเกื้อหนุนกัน ไม่ทอดทิ้งกัน  เพราะรู้ว่าทำคุณแก่เขาไว้เขาจะรู้จักคุณคน  และเขาจะตอบแทนคุณตามโอกาส คนมีความผูกพันกันที่จิตใจที่โบราณเรียกว่าน้ำใจ

     โดยเฉพาะข้าราชการน้ัน อันที่จริงทุกคนก็มีความรู้ความสามารถ เกือบจะเท่ากัน หาอะไรวัดได้ยากว่าใครดีกว่ากัน แต่สิ่งที่วัดกันได้แน่ก็คือคนใดเป็นคนรู้จักบุญคน  คนใดรู้จักตอบแทนคุณคน เพราะเหตุว่าผู้ใหญ่น้ันย่อมเป็นผู้ที่ให้คุณแก่ผู้น้อยด้วยการส่งเสริมให้ได้ดีมีสุข  คอยคุ้มครองป้องกันผู้น้อยให้พ้นภัยพ้นทุกข์ ในวงราชการนั้นไม่มีใครเลยที่จะแต่งต้ังตัวเองได้  ไม่มีใครจะเลื่อนเงินเดือน เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งให้ตนเองได้  ไม่มีใครเลยที่จะป้องกันความผิดพลาดบกพร่องให้แก่ตัวเองได้ทุกอย่างไป  ต้องอาศัยผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น  คนที่ได้ดีมีสุข  พ้นภัยพ้นทุกข์ จึงมิได้เป็นเอง  พ้นได้เอง  ต้องอาศัยผู้ใหญ่ทั้งสิ้น และที่สำคัญคือการตอบแทนคุณแผ่นดิน 

     เพราะฉนั้นคนที่รู้จักคุณท่านและตอบแทนคุณท่านจึงเป็นคนดี ไม่อวดดื้อถือดี  ไม่จองหองพองลม ไม่กระด้าง ไม่แข็งข้อ   รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน  เพราะเป็นคนทีรู้จักคุณคน  เมื่อมีโอกาสรีบตอบแทนคุณท่านทันที  อย่างนี้แหละคนน้ันจึงจะมีผู้เมตตา เอ็นดู รักใคร่  อยากช่วยเหลืออุ้มชู อยากส่งเสริมให้ได้ดีมีสุข อยากช่วยให้พ้นภัยพ้นทุกข์  และคนอย่างนี้แหละจึงควรให้มาร่วมงาน ร่วมคณะ ร่วมคิด ร่วมทุกข์ ร่วมสุข  คนอย่างนี้แหละคือคนดีจริง ยิ่งกว่ามีความรู้ความสามารถุอย่างเดียว  เพราะเป็นคนไว้ใจได้ เชื่อถือใจได้ว่าไม่คิดคดทรยศ  ไม่ทำอะไรให้เกิดความเสียหายแก่หมู่คณะ ผู้ฉลาดเลือกสรรคนจึงต้องเลือกเอาคนที่มีความกตัญญุกตเวทีมาร่วมงานเป็นหลักสำคัญ
     ความกตัญญูกตเวทีน้ันมี ๓ อย่างคือ
     ๑. กตัญญูกตเวทีต่อผู้น้อย  ผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกน้องที่ได้ช่วยเหลือกิจการให้สำเร็จเรียบร้อยเป็นผลดีแ่กตัวหัวหน้าหรือหมู่คณะ ผู้น้อยก็เป็นผู้มีบุญคุณต่อผู้ใหญ่เหมือนกัน  เป็นหน้าที่ที่ผู้ใหญ่จะต้องรู้จักคุณ และตอบแทนคุณเขา  ยกย่องชมเชยและปูนบำเหน็จความชอบเขาตามสมควร  ไม่อวดว่าเป็นผลงานของตนเอง ไม่ลบล้างคุณงามความดีของลูกน้อง  ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่ลืมคุณงามความดีของลูกน้อง
     ๒. กตัญญูกตเวทีต่อผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา เจ้านายหรือหัวหน้า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ที่ได้ช่วยเหลือส่งเสริมตนมาก่อน  ทำให้ตนได้รับความสุขความเจริญ  ได้ดีมีหน้าอยู่จนบัดนี้  เพราะบารมีของท่านผู้ใหญ่ ได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลมาทั้งทางตรงทางอ้อม  จะต้องเคารพคารวะ ไม่ล่วงเกิน ไม่ข้ามกราย ไม่ดูหม่ิ่นดูแคลน ไม่ล่มคุณท่านจะต้องหาโอกาสตอบแทนคุณท่าน  แม้ในเรื่องเล็กๆน้อยๆและเรื่องสำคัญ   ปีใหม่วันเกิด หรือท่านเจ็บป่วย มีธุระการงาน ก็ไปเยี่ยมเยียนด้วยความเคารพ  ไม่จำเป็นต้องเอาข้าวของมีค่าเกินฐานะของตนไปให้ท่านแต่อย่างใดเลย  เป็นแต่แสดงให้ท่านรู้ว่าเรามีน้ำใจกตัญญุไม่ลืมท่านก็พอแล้ว
     ๓ กตัญญูกตเวทีต่อสถาบันหรือสถานที่  เช่นโรงเรียนเก่าที่ได้เคยศึกษาอยู่จนเราได้ดีมีสุข  บ้านเกิดเมืองเกิด วัดวาอารามที่เคยอยู่ สถานที่ทำงานเดิมที่เคยอยู่อาศัยทำงานเลี้ยงตัวมาจนได้รับความสุขความเจริญ จะต้องหาทางไปตอบแทนเมื่อมีโอกาสตามกำลังฐานะของตน
     ผู้ใดได้แสดงความกตัญญูกตเวทีดังกล่าวนี้ เขาผู้้นั้นเป็นผู้ควรคบหาสมาคม ควรรับเข้าร่วมหมู่คณะ  ควรแต่งต้ังให้เป็นผุ้ใหญ่เป็นหัวหน้าคนได้   เพราะเขาจะไม่ทรยศต่อบุคคล  ไม่เป็นพิษเป็นภัยแ่ก่บุคคลอ่ื่นเลย เขาจะทำงานตอบแทนให้เมื่อภายหลังด้วยความกตัญญุกตเวทีที่มีอยู่ในน้ำใจเขา  การเลือกสรรคนชนิดนี้ย่่อมเป็นคุณประโยชน์ท้ังแก่หัวหน้างาน แก่หมู่คณะ แก่สถาบัน แก่บุคคลทุกๆคนไม่ต้องสงสัยเลย
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๘)

๗. เป็นเวไนยชน

     เวไนยชน  แปลว่า ชนที่มีวินัย  หรือคนที่อยู่ในระเบียบวินัย  คนที่มีระเบียบวินัยน้ันเป็นเครื่องหมายแสดงให้คนอื่นรู้ว่าเป็นคนเจริญ  เป็นคนที่ได้รับการศึกษามาดีแล้ว  เป็นคนที่ได้รับการอบรมมาจากสำนักที่ดีแล้ว  ชาติที่เจริญน้ันชนในชาติของเขาเป็นคนที่มีระเบียบวินัย  เคารพกฎหมาย ประพฤติตนอยู่ในแบบแผนประเพณีและวัฒนธรรม  สมเด็จพระบรมราชินีนาถท่านเสด็จไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๒๔  ท่านทรงชมคนชาติญี่ปุ่นว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยในชีวิตการงานอย่างยิ่ง บ้านเมืองสะอาดเรียบรัอย  ผู้คนไม่ทิ้งขยะตามใจชอบ  คนของเขาเคารพกฎหมาย  อยุ่ในรเบียบวินัยท้ังการทำงานและการปฎิบัติตน  จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดญี่ปุ่นจึงเป็นชาติที่เจริญรุงเรือง 

     ทุกวันนี้คนในบ้านเมืองเรา  ได้รับการศึกษาสูงขึ้น ยกย่องตนว่าเป็นคนเจริญ  เรียกตัวเองว่าเป็นปัญญษชน  หยิ่งในศักดิ์ศรีของตนว่าไม่ใช่คนป่าเถือน  แสดงออกด้วยการแต่งกายและการใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่ราคาแพง  แสดงออกด้วยการทำอะไรตามใจชอบ

     ในหมู่ข้าราชการเองก็มีข้าราชการที่ล้วนแต่มีการศึกษาสูงโดยมาก  จบปริญญาจากมหาวิทยาลัยและผ่านการศึกษาจากต่างประเทศกันมาก็มาก  เรียกว่า เป็นยุคสมัยดอกเตอรืเกร่อเมือง

     แต่ถ้าสังเกตุดูให้ดีแล้ว  ก็จะเห็นว่าคนไทยเราเหล่านี้ ที่พากันทนงตนว่าเป็นคนเจริญมีการศึกษาดีนี่แหละ  ยังชอบทำอะไรตามใจชอบอยุ่  ไม่ยอมปฎิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย ชอบฝ่าฝืนกฎหมาย ชอบฝ่าฝืนข้อบังคับ  ชอบทำตัวเป็นอภิสิทธิชน  ชอบแสดงตนว่าฉันใหญ่พอที่จะไม่ต้องปฎิบัติตามระเบียบแบบแผนเหมือนคนอื่นๆ  ท้ังหลายท้ังปวง  หนักๆเข้าก็สำแดงตนว่าไม่เคาระเชื่อฟังคำส่ังของผู้บังคับบัญชา  ไม่ยอมอยุ่ในโอวาทของเจ้านาย  ดูหมิ่นคนแก่คนเฒ่าแม้แต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์  พระสงฆ์ผ้ทรงศึลทรงธรรมว่าคร่ำครึล้าสมัย  กระทำการโจมตีเจ้านายของตนให้คนอืนฟังเพื่อแสดงความฉลาด อวดเก่ง  อวดดี  อวดว่ามีปัญญาสำแดงอาการกระด้างกระเดื่องคื้อดึง ฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับที่วางไว้  ยิ่งถ้านาย่อนแอ โง่เขลา แก่เฒ่าอายุมาก มีเมตตาสูงหรือล้าสมัยเรื่องการศึกษา ไม่ได้ผ่านเมืองนอกเมืองนา ไม่ได้ปริญญาสูงเท่าหรือสุงกว่าตน ยิ่งแสดงอาการดูหมิ่นเหยียดหยามไม่นับถือ  ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงเอาทีเดียว  การงานก็หลีกเลี่ยงหยิ่งโหย่ง  ไม่เอาจริงเอาจังไม่ต้ังใจ ถ้านายมอบให้ทำงานอะไรที่ตัวไม่ชอบก็แสดงอาการไม่พอใจดูหมิ่นงานว่าไม่พอมือ ไม่พอความสามารถ ไม่คู่ควรกับความรู้ของตน  อยากจะทำงานสำคัญๆทั้งๆที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้นายเห็น  ให้นายเชื่อใจไว้ใจเสียก่อน  สิ้นปี้ถ้าไม่ไม่เลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ๒ ขั้น เหมือนคนที่เขาต้ังใจทำงานมีความรับผิดชอบมากกว่าก็ยิ่งวุ่นวายฟุ้งซ่านมากขึ้น  โจมตีนินทานาย  เพ็งเล็งจับผิดคนอื่นว่าเลวกว่าตน  ความสามารถด้อยกว่าตน  เอาแต่ประจบนายสอพลอนาย นายจึงโปรด ส่วนตัวเขามีความรู้ดี  ความสามารถก็สูง นายไม่โปรด  เข้าใจผิดไปใหญ่โต กลายเป็นมิจฉาทิฎฐิในวงราชการโดยไม่รูตัว   เหมือนเขาว่า ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงาหัวของตัวเอง

     คนอย่างนี้แหละคือคนที่เรียกได้ว่า  ไม่ใช่เวไนยชน   แม้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็ไม่โปรดหรือโปรดไม่ได้  คนที่ไม่ยอมเชื่อฟังไม่ยอมอยู่ในโอวาทเช่นนี้ท่านเรียกว่า  ไม่ใช่ พุทธเวไนย   พระพุทธองค์ก็ต้องตัดออกไปนแกพระธรรมวินัย  ไม่โปรดไม่สอน  ไม่รับไว้ในพระธรรมวินัยเช่นเดียวกัน

     เพราะฉนั้น  การที่หัวหน้างานจะเลือกสรรแต่งต้ังคนใหเป็นหัวหน้าคน   ให้ทำงานร่วมคณะ  ก็จำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะไม่เลือกสรรเอาคนที่ไม่ใช่เวไนยชน แตจะเลือกสรรเอาคนดีที่เป็นเวไนยชน ถ้าความรู้ความสามารถเท่ากัน คนหนึ่งเป็นเวไนยชน อีกคนหนึ่งไม่เป็นเวไนยชน  ก็ต้องเลือกคนเป็นเวไนยชนก่อน  ถึงคนที่เป็นเวไนยชนจะหย่อนความรู้นิดหน่อย  ความสามารถน้อย   ก็คงเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนอยู่ดี   เพราะเป็นคนที่พูดกันรู้เรื่อง  เข้าใจกันง่าย  ยอมรับคำแนะนำ  ตักเตือน  ยอมรับการอบรมสั่งสอน  ต่อไปก็คงจะดีได้เก่งได้   ดีกว่าคนที่ฉลาดแต่แข็งกระด้าง  ไม่ยอมอยู่ในโอวาทไม่ยอมเชื่อฟัง  หัวดื้่อ อวดดี  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขัดข้องในการทำงานตามมาได้

     คำว่า  "เวไนยชน"   น้ันคือคนที่มีระะเบียบ มีวินัย  ยอมรับระเบียบของหมุ่คณะ  ไม่ฝ่าฝืนหลีกเลี่ยง  ไม่ทำอะไรนอกลู่นอกทาง  มีความเคารพหัวหน้า  ยอมรับฟังความคิดยอมรับฟังคำแนะนำ  ยอมรับคำตักเตือน  ยอมรับเอาแนวทาง แนวความคิด หรือนโยบายของหัวหน้างานไปปฎิบัติด้วยความเต็มใจ  มีความศรัทธาเชื่อถือในความคิดของหัวหน้า   ไม่อวดดื่้อถือดีหรือทำอะไรนอกละเมิดแหวกแนวคำสั่งของหัวหน้า  ถ้าไม่แน่ใจก็ต้องถามเสียก่อน   หรือไม่พูดออกไป ให้ไปสอบถามเอาจากหัวหน้า   เรื่องอย่างนี้แม้จะมีตำแหน่งสูงถึงระดับอธิบดีก็ต้องเคารพปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็ต้องฟังเสียงรัฐมนตรี  เรียกว่ามีความเคารพให้เกียรติกันตามลำดับไป  จึงจะเรียกว่า เป็นเวไนยชน  ถ้ารัฐมนตรีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ๆไปว่าไม่เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรีในเรื่องน้้นเรื่องนี้  โดยถือว่ามีอิสระเสรีตามระบอบประชาธิปไตยแล่้วก็พุดได้ว่า  รัฐมนตรีคนน้้นไม่ใช่เวไนยชน  ไม่ควรเลือกสรรเอาเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี  จะทำให้คณะรัฐบาลพังง่ายๆ

     การที่ข้าราชการบางคน ไม่ได้รับเลือกสรรแต่งต้ังใหดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นอาจเป็นเพราะไม่ใช่เวไนยชนก็ได้   ควรพิจารณาตัวเองให้ดีเส่ียก่อนทีจะเอะอะโวยวายไป   และหัวหน้าคนที่ฉลาดน้ัน   ก็ต้องเลือกเอาคนที่เป็นเวไนยชนเข้าร่วมคณะด้วย  การทำงานของหมู่คณะจึงจะเรียบร้อย   มีระเบียบ  มีวันัย  เหมือนเล่นฟุดบอลที่เล่นตามกติกา  ทุกคนเล่นตามหน้าที่ของตนให้เต็มที่  ฟุดบอลก้มักจะชนะ  ถึงแม้แพ้ก็แพ้อย่างน่าดู  และมีทางที่จะเล่นแก้ตัวเอาชนะกลับคืนมาได้โดยง่าย  แต่ถ้าไม่ได้คนที่เป็นเวไนยชน ไม่อยู่ในระเบียบวินัย  ไม่ยอมฟังคำสั่งสอนตักเตือนของหัวหน้า  อวดดีอวดเด่นโด่งไปคนเดียว
ทำอะไรตามใจชอบนอกลูู่นอกทางนอกละเมิด  ไม่เคารพกติกา   ถึงเขาจะเป็นคนเก่งปานใดก็จะทำให้หมู่คณะเสียหายได้

     การเลือกสรรบุคคลเข้าร่วมคณะก็ดี  จะแต่งต้ังให้เขาดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้นก็ดี   จะมอบหมายการงานสำคัุญให้ทำก็ดี  จะให้เขาเป็นหัวหน้าคนหมู่มากก็ดี   จำเป็นต้องเลือกสรรเอาคนที่เป็นเวไนยชนด้วยเหตุผลดังว่ามานี้   เพราะคนไทยเรานั้นมักจะมีคุณสมบัติในทางอิสรชนเกินไป   เป็นเสรีชนจนเกินควร  มีลักษณะเป็นไก่เถื่่อน เอาตัวรอดคนเดียว   อวดเก่งคนเดียว  เป็นชนิด  One Man Show     จนทำงานเป็นหมู่คณะไม่ค่อยเป็น   นักกีฬาที่เล่นคนเดียวมักจะชนะ  แต่ถ้ากีฬาเป็นทีมมักจะแพ้  ในวงราชการก็เหมือนกัน   จึงจำเป็นจะต้องคำนึงถึง   หลักการสรรหาบุคคลข้อ เป็นเวไนยชน  นี้ให้มากเป็นพิเศษ  ถ้าหากว่าเราจะปลูกฝังวินัยให้คนในชาติของเรา  ก็ต้องใช้หลักข้อนี้



วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๗)

๖. เป็นมิตรร่วมใจ

     คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคมทุกวันนี้   ย่อมจะต้องเกี่ยวข้องหรืออยู่ในวงล้อมของบุคคลอื่น ๓ จำพวก  คือ  ๑. มิตร  ๒. ศัตรู  ๓. ผู้เป็นกลาง   เราจะต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับคน ๓ จำพวกนี้อย่างไรจึงจะปลอดภัย  เป็นสุข  และเจริญก้าวหน้า

     นักจิตวิทยาคนหนึ่งเขียนเรื่อง   "วิธีชนะมิตร" อันที่จริงมิตรก็ไม่ต้องชนะหรอก  ควรจะเอาชนะศัตรูมากกว่า  จะทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่ร่วมสังคมกับศัตรูได้อย่างปลอดภัย  เรื่องนี้เราต้องนึกถึงพระศาสดาและนักปราชญ์เมธีคนอื่นๆ ล้วนแต่ต้องตายเพราะมือศัตรูทั้งสิ้น  เช่น โซคราตีส  พระเยซู และคานธี  เป็นต้น  แตพระบรมศาสดาของเราทรงเอาชนะได้ไม่มีใครทำอันตรายพระองค์ได้เลย 

     แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราท่านนี้   บางทีก็เอาชนะศัตรูไม่ได้  หรือบางทีวิธีที่ดีที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงศัตรูเสีย
     แต่ถ้าเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้ร่วมงานของเรา  แน่นอนที่สุดเราต้องเลือกมิตร เลือกศัตรูมาร่วมงาน  แต่มิตรก็มีอยู่หลายจำพวก มีมิตรหัวประจบ คบเราเพื่อหวังเอาประโยชน์   เหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า  
     "ยามมีบุญเขาก็วิ่งมาเป็นข้า  พึ่งพระเดชเดชาให้ใช้สอย  เฝ่าป้อยอสอพลอพลอยทุกเช้าค่ำ  ยามเพลี่ยงพล้ำเขาก็กระหน่่ำซ้ำซ้อมซัก  ดั่งราชสีห์ปีกหักตกปลักหนอง  กาแกก็จะแซ่ซ้องร้องเข้าสาวไส้"  

     เพราะฉนั้นการเลือกสรรบุคคลผู้ร่วมงาน  ร่วมหมู่คณะ จึงจำเป็นอย่างย่ิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเรื่อง   "มิตรร่วมใจ"
     มิตรร่วมใจ   คือ มิตรแท้  มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข มิตรแนะนำประโยชน์  มิตรร่วมชีวิตจิตใจกัน เข้าใจกันได้ดี   ถึงคราวคับขันก็ไม่เอาตัวรอดคนเดียว   ไม่ถึบหัวเรือส่ง  ไม่เหยียบบ่าเหยียบไหล่ขึ้นที่สูง  เป็นปากเป็นเสียงแทนได้  คอยปกป้องกันมิตรมิให้ตกไปในที่ชั่วที่ผิด  ไม่ปล่อยมิตรให้เข้ารกเข้าพงไป  รู้ใจมิตรดีว่ามีความคิดมีแนวทางอย่างไร  เห็นตัวอย่างจริงใจในแนวคิดน้ัน  มีอุดมคติอย่างเดียวกัน   ในเรื่องงานของบ้านเมืองหรือส่วนรวม  เหมือนนักการเมืองอยู่พรรคเดียวกัน  มีแนวนโยบายอย่างเดียวกัน เหมือนนักดนตรีร่่วมคณะ สามารถจะเล่นด้วยกันได้รู้ฝืมือกัน  เหมือนนักฟุุตบอลร่วมทีม  เ่ล่นทีมเดียวกันได้ตามหน้าที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ไม่เอาดีเอาเด่นเอาหน้าคนเดียว  พูดกันคำหนึ่งสองคำก็เข้าใจกันได้  ไม่มีความเห็นขัดแย้งกันในแนวทางที่สำคัญ  นอกจากรายละเอียดปลีกย่อย หรือวิธีการทำงานที่อาจแตกต่างกันได้ แต่จุดมุ่งหมาย เป้าหมายต้องเป็นอย่างเดียวกันเสมอ

     คนเดี๋ยวนี้มักจะพูดด้วยความน้อยใจว่า เรามีความรู้ดีกว่า มีความสามารถสูงกว่า แต่ไม่ได้รับการเลือกสรรไม่ได้รับการคัดสรรให้ทำงานร่วมคณะ   ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น  เราลืมมองดูตัวเอง  ลืมคิดถึงความจริงข้อหนึ่งก็คือ เขาไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของผู้มีอำนาจแต่งต้ัง  คนเราน้ันถ้ามีอะไรเท่าเทียมกันหมดทุกอย่าง  คนเราจะเลือกเอามิตรไม่เลือกศัตรู ไม่เลือกเอาคนที่มีแนวคิดต่างกันมาร่วมงาน  ความเป็นมิตรร่วมใจกันจึงเป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง   ถ้าหากเราไม่ได้รับการเลือกเขาร่วมคณะ  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ก็เพราะเราไม่ได้เป็นมิตรร่วมใจของท่านต่างหาก  ถ้าปลงใจเสียได้ดังนี้แล้ว  รู้ความจริงอย่างนี้แล้ว  ก็จะได้ไม่ตีโพยตีพายด้วยความเสียใจ  เราจะได้ทำตัวเป็นมิตรกันคนอืีนๆ ไม่ทำตัวเป็นศัครูใคร  ไม่แสดงตัวเด่นเหนือคนอื่นให้เขาชังน้ำหน้า  เพราะคนเราจะดีเด่นไปคนเดียวไม่ได้เลย  ต้องอาศัยผู้อื่นสนับสนุนส่งเสริมทั้งสิ้น   คนที่อวดดี อวดเด่น อวดเก่ง  ชอบทะเลาะกับคนอื่น  หรืออวดดีกับหัวหน้า งานจึงไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า  เพราะเหตุนี้เอง  คือ ขาดคุณสมบัติ "เป็นมิตรร่วมใจ"  เราจึงไม่ได้รับการเลือกสรร  ไม่ได้รับการแต่งตั้ง  ไม่เจริญก้าวหน้า  เพราะเราไม่ทำตัวเป็นมิตรร่วมใจของเขา  เราอาจทำตัวเป็นคนดี คนเด่น คนดัง คนโ่ด่งไปคนเดียว  ไม่มีมิตรสหายช่วยสนับสนุน  ผู้ที่ผ่านชีวิตราชการงานเมืองมามาก  มีประสบการณ์ดี จึงกล่าวว่า  คนที่จะได้ดีน้ันจะต้องมี   ผู้ใหญ่ดึง ผู้น้อยดัน  เพือนกันประคอง  นี้คือหลักการเป็นมิตรร่วมใจนั้นเอง  เพราะมีกฎธรรมดาของสังคมมนุษย์อยู่ว่า  "ไม่มีใครได้ดีเองเลยแม้แต่คนเดียว"  ทุกคนได้ดีเพราะมีมิตร  มีสหาย  มีผู้ใหญ่ มีบริวาร  สนับสนุนอยู่ทั้งสิ้น  ลองศึกษาชีวิตประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานดูก็จะรู้ได้  เพราะฉนั้นการคัดเลือสรรหาบุคคล  จึงมีหลักสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่ง  คือ "เป็นมิตรร่วมใจ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
    

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๖)


๕. เป็นคนสุจริต

     คำว่า  "สุจริต"  น้ันแปลว่า "ประพฤติดีแล้ว"  คำนี้กว้างไปจึงต้องเพิ่มคำว่า  "ซื่อสัตย์"  เข้าด้วย  "ซื่อ"  เป็นคำไทย  แปลว่า "ตรง" แปลว่า "จริง"  รวม  ๓ คำ  "ซื่อ-สัตย์-สุจริต"   จึงหมายความว่า "เป็นคนที่มีความประพฤติตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่คด ไม่โกง ไม่กลับกลอก ไม่หลอกลวง ไม่หน้าไหว้หลังหลอก  ไม่ทรยศ"  เหล่านี้ คือความหมายขอคำว่า  "ซื่อสัตย์สุจริต"  
     สำหรับข้าราชาการก็ต้องหมายความรวมถึง  ไม่คอรับชั่น  ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง  ไม่หากินทางรีดไถ  หรือกดขี่ข่มเหงประชาชนด้วย  ไม่แสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมจากอำนาจหน้าที่ของตน 
     เวลานี้เป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองของเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมาก มีข่าวหนาหูยิ่งกว่ายุคสมัยก่อนมาก  อาจเป็นด้วยมีข้าราชการมากขึ้น  ข้าราชการชั่วทรามจึงมีมากขึ้น  หรือการครองชีพมันรัดตัวไม่ค่อยพอกินพอใช้  หรือว่าพ่อค้ามีอิทธิพลเหนือข้าราชการมากขึ้น   หรือมีนักการเมืองเข้ามามีอำนาจทางการเมืองเป็นนายเหนือหัวข้าราชการมากขึ้น   หรือว่าคนสมัยนี้มีความโลภมากขึ้นไม่รู้จักสันโดษ  ไม่รู้จักพอ  ตามที่คิดกันพูดกันอยํู่ถึงมูลเหตุแห่งการคอรับชั่น พูดกันว่ามาจากมูลเหตุน้้น  มูลเหตุนี้ ซึ่งก็คงจะถูกทุกอย่าง   ไมจำเป็นจะต้องมาโต้เถียงกัน แตเรื่องที่สำคัญคอืการป้องกันแก้ไข  ไม่ให้บ้านเมืองเรามีคนทุจริตคอรับชั่นมากกว่านี้  เพราะถ้ามีมากขึ้นถึงขึดแล้ว  บ้านเมืองต้องพังไปไม่รอดแน่  เราจึงต้องคิดแก้ไข
     การแก้ไขและป้องกันการคอรับชั่นน้ัน ต้องแก้ที่คน  คือ  ข้าราชการ  ต้องแก้จากคนโตๆ ลงมา เพราะฉน้ันการคัดเลือกสรรหาบุคคลจึงจำเป็นอย่างยิ่ง   ต้องคำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเรืองสำคัญอีกประการหนึ่ง จะมีความรู้ดี  ความสามารถสูง  ความประพฤติเรียบร้อยด้วยกาย วาจา ใจ อย่างไร  เป็นภายนอกเท่าน้ันไม่พอ จะต้องดูให้ลึกซึ้งถึงจิตใจภายในด้วย  ว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตหรือเปล่า
     คนที่แสดงตัวเป็นอุบาสก เข้าวัดฟังธรรมเป็นมรรคทายกวัดไม่กินเหล้า  ถือศีลอุโบสถน้้น  ก็อย่าเพิ่งนึกว่าซื่อสัตย์สุจริตแท้  ต้องดูให้แน่ว่าแกอมเงินวัดบ้างหรือเปล่า   พวกมือถือสากปากถือศีลนี่แหละอันตราย น้ำนิ่งไหลลึก เหมือนตัวมอดปลวกกินบ้านผุพังมาแล้ว   ต้ังแต่เมืองจีน เมืองญวณ เมืองลาว เมืองเขมร  ลองสดับตรับฟังกันดูให้ดี   พี่ไทยเรานี้มีข้าราชการประเภท  "มอดหลวง" อยู่มากน้อยเพียงไร
    โบราณท่านว่า  "สมภารไม่ดี  หลวงชีสกปรก"  ถ้าหัวหน้าคอรับชั่น ลูกน้องไม่คอรับชั่นน้ันหายากเต็มที  แต่ถ้าหัวหน้าดีหน้าบาง ไม่คอรับชั่นเพราะอายใจ  กลัวคนรู้ กลัวบาป กลัวมีเรื่องถูกสอบสวน  กลัวถูกไล่ออก  ลูกน้องในระดับต่ำลงมาจะไม่กล้าคอรับชั่น หน่วยงานน้ันคอรับชั่นจะเบาบาง
     การเลือกคน สรรหาคน จึงจำเป็นหนักหนา ต้องสรรหาคนที่ซือสัตย์สุจริตด้วย
     ข้าราชการบางคน   มากเสียด้วย  มีทัศนคติที่ผิดๆมาแต่แรกเข้ารับราชการว่า  "เป็นข้าราชการต้องโกงถึงจะรวย  เลี้ยงช้างต้องกินขึ้ช้าง"    ประชาชนทั่วไปก็มีทัศนคติต่อข้าราชการเช่นนี้  "ตำรวจต้องรีดไถ อัยการต้องกินคดี"   เมื่อไรเราจึงจะแก้ทัศนคติหรือภาพพจน์เช่นนี้ได้
     ถ้าเราไม่เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกสรรหาบุคคลที่ซือสัตย์สุุจริต  มาเป็นหัวหน้างานหัวหน้าคน   ถ้าไม่เริ่มต้นตรงนี้  เมืองไทยจะไปไม่รอดจริงๆ  คอมมิวนิสต์จะเข้าครองเมืองจริงๆ   และถ้าคอมมิวนิสตืครองแผ่นดิน   คอมมิวนิสต์โกงกินเสียเองก็กรรมของสัตว์เท่าน้ันเอง
     เพราะฉนัิ้นยุคนี้  จึงต้องแก้กันที่  "วิธีเลือกสรรหาบุคคล"   มาเป็นหัวหน้างานจะต้องเลือกสรรคนที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญยิ่ง  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๕)

๔. เป็นสัตบุรุษ

     คำว่า "สัตบุรุษ"  เป็นคำเก่าแก่ต้ัง ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว   ใครอ่านพบบทนี้เข้า ก็จะเหมาเอาว่าเป็นโบราณคร่ำครึ  เต่าล้านปี  เดี๋ยวนี้นักวิชาการสมัยไปโลกพระจันทร์เขาไม่พูดถึงกันแล้ว   เขาต้องใช้ศัพท์บัญญัติมีคำฝรั่งปนไทยฟังยากๆ  ฟังรู้มั่งไม่่รู้มั่งมันถึงจะขลัง   อย่างน้อยก็สะกดคนมความรู้น้อยให้สงบปากไว้   ไม่กล้าโต้แย้งหรือซักถาม    เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่าตัวเองความรู้น้อย   แต่ข้าพเจ้าก็สมัครใจที่จะใช้คำนี้ เพราะเป็นคำศัพท์ของพระบรมศาสดาของข้าพเจ้า   ทรงสอนไว้  ๒๕๐๐ ปีเศษมาแล้ว  จะรู้ว่าเขาเป็นคนดีคนเลวก็ให้ดูว่าเขาเป็นสัตบุรุษหรือไม่   ถ้าเขาเป็นสัตบุรุษก็เชื่อได้ว่าเขาเป็นคนดีแน่แท้

    " สัตบุรษ"  คือ อะไร ?
     "สัตบุรุษ"   คือ  ผู้รู้ธรรม  ๗ ประการ   หรือบุคคลผู้รู้ธรรม  ๗ ประการ
     ๑. ธัมมัญญุตา   เป็นผู้รู้จักเหตุ  รู้จักธรรมชาติของสิ่งท้ังหลายว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร  รู้ว่าคนโกงเพราะโลภ   รู้ว่าเขาโกรธเพราะโลภถ้าไม่ได้ดังใจ   รู้ว่าเขาหลงเพราะไม่รู้ความเป็นจริง   เมื่อรู้จักมูลเหตแล้วก็แก้ไขได้   เหมือนหมอรู้จักมูลเหตุของโรค จึงรักษาโรคให้หายได้
     ๒. อัตถัญญุตา   เป็นผุ้รู้จักผล   รู้จักธรรมดาของสิ่งทั้งหลายว่า   เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดผลอย่างไรต่อไป  รู้จักเรื่องราวความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย   รวมทั้่งจิตใจของคน  พูดคำสมัยใหม่ก็เรียกว่า  รู้จักจิตวิทยาก็เห็นจะได้
     ๓. อัตตัญญุตา  เป็นผู้รู้จักตน  ตามความเป็นจริง  รู้ว่าตนคือใคร  เป็นลูกเต้าเหล่าใคร  มีพื้นฐานครอบครัวชาติสกุลมาอย่างไร  มีการศึกษาอบรมมาระดับไหน  มีความรู้ความสามารถความถนัดอย่างไร  มีความรักพอใจอะไร  มีฐานะทางครอบครัว ฐานะทางสังคมอย่างไร   ไม่เห่อเหิมทะเยอทะยานเกินตัว  เกินความสามารถ เป็นผู้มีสติกำกับตน  ไม่หลงตัวเองไม่เอาปัญญานำหน้าสติ  จนพาตัวเองเขารกเข้าพงไป ไม่เป็นคนมิจฉาทิฎฐิ  เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว  
     ๔. มัตตัญูตา   รู้จักประมาณ  รู้จักคาดการณ์ล่วงหน้า  รู้จักประมาณในการใช้จ่าย  รู้จักประมาณในการทำกิจการ  รู้จักประมาณตนประมาณท่าน   รู้จักทำอะไรให้เหมาะสมกับกำลังความสามารถุของหมู่คณะ กำลังเงิน กำลังปัญญา และกำลังความสามัคคีของหมู่คณะ  ไม่่ทำอะไรเกินควรเกินเหตุ  ไม่คิดการใหญ่เกินกำลัง  รู้จักคิดหน้าคิดหลัง  ไม่ดีดลูกคิดรางแก้วเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวโดยไม่เฉลียวคิดถึงทางเสีย   รู้จักทีหนีทีไล่  ไม่คิดทะเยอทะยานเกินตัว  ไม่คิดสร้างวิมานในอากาศ  ดังโบราณ่ว่า  "นกน้อยทำรังแต่พอตัว  คิดการไม่ใหญ่เกินตัว  คนยิ้มหัวใยไผ"  คนรู้จักประมาณจึงคิดไม่ผิดพลาด  โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้าคน หัวหน้างานน้ัน ถ้าคิดทำการใหญ่เกินตัวเกินกำลังความสามารถและกำลังเงินงบประมาณแล้ว  จะทำให้บริวารเดือดร้อนด้วย  งานก็จะเสื่อมทรามเสียหายภายหลังด้วย
     ๕. กาลัญุตา  รู้จักกาล รู้จักเวลา  รู้จักสมัย ไม่เป็นคนล้าสมัย คร่ำครึก้าวไม่ทันโลก ไม่เป็นคนล้าสมัย นำสมัยจนคนตามไม่ทัน รู้จักกาลเวลาว่ายุคนี้สมัยนี้ควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร คนที่เป็นหัวหน้างาน ทุกวันนี้บางคนเป็นคนไม่รู้จักกาล ไม่รู้จักเวลา ก้าวไปไม่ทันโลก ไม่่ทันความเจริญก้าวหน้าของสมัยบ้าง  ก้าวล้ำเลยสมัยไปจนเลยเถิดเกินคนที่เดินทันบ้าง   งานที่ทำก็เสียหายไป ไม่่ได้ผลดี  เพราะไม่รู้จักกาลสมัย  บางทีก็พลอยทำให้หมู่คณะเดือดร้อน  อึดอัดใจ  ไม่เป็นสุขก็มีอยู่ไม่น้อย
     ๖. บุคคลัญญูตา  รู้จักบุคคล  รู้จักว่าใครเป็นใคร  ใครในที่นี้คือคนที่ต้องเกี่ยวข้่องด้วยทั้งทางตรงทางอ้อม   ได้แก่คนช้ันเหนือกว่าตน  คนระดับเดียวกันและคนระดับต่ำกว่า จำเป็นจะต้องศึกษา่เรียนรู้   คนทั้ง ๓ ประเภทนี้ ยิ่งรู้จักละเอียดยิ่งดีมีประโยชน์  คนที่จะรู้จักคนอื่นได้ก็ต้องคบหา  สังเกตและสดับ ตรับฟัง เป็นพหูสูตร  ไม่ใช่คนเก็บตัว  ไม่คบใคร  กลายเป็นคนคับแคบไป หูตาไม่กว้างขวาง  ไม่รุ้จักชีวิตจิตใจคน คนเช่นนี้จะเป็นคนดีไม่ได้   จะเป็นหัวหน้าคนไม่ได้   จะคุมงานไม่ได้ผล
     ๗. ปริญญฺตา รู้จักบริษัท  รู้้จักประชุมชน  หรือรู้จักสังคม รู้จักท้องถิ่น  รู้จักภูมิประเทศ รู้จักขนมธรรมเนียม  รู้จักวัฒนธรรมประเพณี รู้จักจิตวิทยาฝูงชนในสังคมน้้น  คนที่ไม่รู้จักเช่นนี้จะเป็นคนดีมีคามสามารถไม่ได้  จะเป็นนักบริหารไม่ได้ จะควบคุมงานไม่ได้  จะปกครองคนไม่ได้ จะเป็นใหญ่ไมได้

     สัตบุรุษธรรมทั้ง  ๗ ประการนี้ เป็นคุณสมบัติของคนที่สำคัญมาก  การที่จะสรรหาบุคคลมาทำงานร่วมคณะ การที่จะแต่งต้ังคนขึ้นดำรงตำแหน่ง การจะยกย่องใครให้เป็นใหญ่  จึงต้องเอาหลักธรรมเป็นสัตบุุรุษขึ้นมาวัดด้วย   ถึงเขาจะมีความรู้ดีเพียงใด  ถึงเขาจะเป็นคนประพฤติดีเพียงใด มีความสามารถในหน้าที่เดิมเพียงใด   ถ้าเขาไม่เป็นสัตบุรุษก็พึงละเสีย  สมเด็จพระบรมครูสอนไว้ไม่ผิดดอก
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๔)

  ๓. มีความสามารถ

           ในวงราชการน้้น  เราพูดว่า  "ความรู้ ความสามารถ " กันจนติดปกาก็ว่าได้    ถ้าจะพูดถึงใครสักคนหนึ่งในวงราชการก็มักจะพูดกันว่า  "คนนี้มีความรู้ความสามารถ"   เป็นอย่างไร ?  เราเอา ความรู้  นำหน้า  เอา ความสามารถ  ตามมาอันดับสอง  และขมวดท้ายด้วย ความประพฤติ   เวลารับรองข้าราชการคนใดหรือเวลาจะเสนอความดีความชอบ  เราก็เพ่งเล็งถึง  "ความรู้  ความสามารถ ความประพฤติ"   สามอย่างนี้เป็นสำคัญ
     เรื่องความรู้ก็กล่าวไว้แล้ว   ความประพฤติก็กล่าวแล้ว  ยังเหลืออีกเรื่่องหนึ่ง คือ  "ความสามารถ"  
     ที่ว่า  "สามารถ"  น้ัน สามารถอย่างไร?    เอาอะไรมาวัดความสามรถของคน  มีมาตรการอะไรที่จะวัดความสามารถของคน  หรือดูด้วยหูด้วยตา  ฟังการพูดถึงกัน  หรือความสามารถนี้เป็นคำพูดโก้ๆ  ไม่มีอะไรวัดความสามารถของคนได้จริง
     อันที่จริงความสามารถนี้เป็นสิ่งที่วัดกันได้   ถ้าวัดกันไม่ได้ เราก็ไม่ควรจะพูดถึงเรื่องความสามารถขอคน ตัวอย่างเช่น  การวาดรูป  การร้องเพลง  การเล่นดนตรี  แม้แต่การพูด การศึกษาวิชาการต่างๆ คนเราก็มีความสามารถแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด   คือการทำงานทำได้ไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่ง
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้เมื่อคนอื่นทำไม่ได้
     ความสามารถคือ   สามารถทำได้ดีกว่าอีกคนหนึ่งในเวลาเท่ากัน
     ความสามารถคือ  สามารถทำได้สำเร็จ เมื่ออีกคนหนึ่งทำไม่สำเร็จ
     ความสามารถคือ สามารถทำได้ราบรื่น เมื่ออีกคนหนึ่งทำได้ไม่ราบรื่นเรียบร้อย
     ความสามารถในการทำงานก็วัดได้จากการทำงาน  คือ ผลงาน  ถ้ามอบให้คน ๒ คนไปทำงานอย่างเดียวกัน  จะได้ผลไม่เท่ากัน  คนหนึ่งทำได้ดีกว่า  โดยใช้เวลาเท่ากัน
     การที่จะวัดว่าใครมีความสามารถสูงกว่าน้ัน ก็วัดได้จากผลงานที่เขาทำแล้ว   จึงมีคำกล่าวว่า  "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน"    อาจจะเปลียนคำพูดเสียใหม่ว่า   "วัดความสามารถของคนจากผลงาน" เช่น ตำแหน่งอธิบดีกรมหนึ่งว่างลง ก็ต้องพิจารณาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรองอธิบดี หรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่าในกระทรวงนั้น   ว่าผู้ใดมีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมน้ัน  ดูความรู้แล้ว  ดูความประพฤติแล้ว  ก็ต้องดู  "ความสามารถ"   ด้วย คือ ความสามารถที่เคยทำงานตำแหน่งที่เขาเคยทำอยุู่เดิม  และตำแหน่งปัจจุบันของเขาวามีความสามารถเพียงใด   หรือถ้าตำแหน่ง "เจ้าเมือง"  ว่างลง  ก็จะต้องพิจารณาบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้อำนวยการกองต่างๆ ว่าผู้ใดมีความสามารถสูงพอที่จะให้เป็นเจ้าเมืองได้บ้าง   เจ้าเมืองน้้นเป็นเจ้าเมืองจังหวัดไหน ภาคไหน  มีปัญหาอะไร  มีภูมิประเทศเหตุการณ์อย่างไร  ใครที่มีความสามารถเหมาะสมที่สุดที่จะให้ไปแก้ไขปัญหาน้ัน  ที่นั่นใดดีที่สุด  เท่าที่สามารถคาดคะเนได้ตามเหตุผลและปรีชาญาณของผู้มีอำนาจ  นี่แหละคือ  การเลือกสรรคนในเรื่องความสามารถ
      แต่ในเรื่องความสามารถนี ้  จะต้องระมัดระวังด้วย  คือ  เครื่องยนต์ก็มีกำลังแรงม้าเป็นเครื่องกำหนด  เช่น รถยนต์ที่มีกำลังแรงม้า  ๔ สูบ  ๑๖๐๐  ซีซี  จะวิ่งแข่งกับรถที่มีแรงม้า  ๘ สูบ  ๔๐๐๐ ซีซี  ไม่ได้ฉันใด  คนเราถ้ามีความสามารถจำกัด  เช่น  นายแพทย์ทีมีชื่อเสียงทางศัลยกรรม มีชื่อเสียงทางผ่่าตัด  จะเอาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยคิดว่าเขามีความสามารถทางบริหารงานบุคคลด้วยน้ันไม่ได้  ความสามารถในทางผ่าตัดคนไข้  กับความสามารถทางการบริหารงานบุคคลน้ันต่างกันมาก
      ความสามารถกรณีแรกเป็นความสามารถทางวิชาการ  แต่กรณีหลังเป็นความสามารถทางากรบริหาร ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคคลิกลักษณะเป็นผู้นำด้วย    จะเอามาปะปนกันไม่ได้   การบริหารงานที่ล้มเหลวอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไปเอนักวิชาการมาทำหน้าที่บริหาร   ก็บริหารงึมๆงำไปตามประสานักวิชาการที่หลงใหลอยู่ในทฤฎี โดยมองไม่เห็นปัญหาตามสภาพความเป็นจริง   อีกอย่างหนึ่งบางคนบริหารงานในวงแคบได้ผลดีมีชื่อเสี่ยงมาก  แต่พอไปบริหารงานใหญ่  งานกว้างขวาง  งานซับซ้อนก็ล้มเหลวหมด   อย่างนี้ก็มีอยู่เสมอ    เรื่องนี้แม้สมัยโบราณท่านก็ทราบกันดี   ดังเช่น  สมัยเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)  เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่  ท่านมีพี่น้องร่วมท้องคนหนึ่ง  เป็นนายอำเภออยู่ทางปักษ์ใต้   แต่เจ้าพระยายมราชท่านไม่ตั้งพี่ชายท่านให้เป็นเจ้าเมือง  เพราะท่านรู้ว่าพี่ชายของท่านเหมาะกับตำแหน่งนายอำเภอเท่าน้ัน   ถ้าแต่งต้ังเป็นเจ้าเมืองก็เหมือนฆ่าพี่ชายทางอ้อม    ท่านจึงเพียงแต่ขอพระราชทานยศให้พี่ชายท่านเป็น  "พระยาสมบัติภิรมย์"   เทียบเท่ายศเจ้าเมือง   แต่ไม่ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง  ดังนี้เป็นต้น    ถ้าเป็นสมัยนี้   รัฐมนตรีท่านก็ต้ังพี่ชายให้เป็นเจ้าเมืองจนได้   งานจะได้ผลหรือไม่  ชื่อเสียงพี่ชายท่านจะเป็นเจ้าเมืองชั้นดีหรือไม่  ไม่ต้องพูดถึง   ขอให้ได้เป็นเจ้าเมืองเอาชื่อให้วงศ์ตระกูลไว้ก็พอ  เหมือนรัฐมนตรีสมัยนี้  ขอให้ได้เป็นรัฐมนตรีก็แล้วกัน  จะได้เป็นกี่วันกี่เดือน  ทำงานให้บ้านเมืองได้หรือไม่  ไม่ต้องพูดกัน  บ้านเมืองจึงเสือมทรามไป  เพราะการสรรหาคนที่มีความสามารถไม่เหมาะสม

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๓)



   ๒. มีความประพฤติงาม

     ตามแบบไทยเราน้ัน    ถัดจากความรู้ดี  ก็มักจะต้องพิจารณาถึงความประพฤติ เป็นคุณสมบัติข้อที่สอง สองเสมอ  เพราะคำพังเพยของไทยเรามีอยู่ว่า   "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด"   คนที่มีความรํู้ท่วมหัว  แต่เอาตัวไม่รอดนั้นมีอยูํ่จริง  เมื่อเขาเอาตัวเองไม่รอดเสียแล้ว  เขาจะไปทำงานให้รอดได้อย่างไร   เขาจะไปช่วยคนอื่นผู้รวมงานให้รอดได้อย่างไร  การเอาตัวไม่รอดของเขาน้ัน  เพราะขาดอะไร  โดยมากก็มักจะขาดความประพฤติที่เหมาะสมนั่นเอง   บางทีเขาไปประพฤติชั่วเหลวไหลความรํู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้   บางทีไม่ถึงกับประพฤติชั่วช้าเหลวทรามอะไร  แต่ประพฤติไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานก็มีอยู่  ประพฤติตัวไม่งดงามเป็นที่บาดหูบาดใจผํ้อื่นก็มีอยู่   กิริยาวาจาไม่งดงงาม  ไม่ชอบใจคนก็มีอยู่   บางคนความรู้สูง  ก็ทนงในความรู้ของตนเอง  คุยเขื่องแต่เรื่องความรู้ให้บาดหูคนอื่นบ้าง   ทำตัวเป็นข้าวรวงลีบไม่มีเมล็ด  ชูรวงแข็งไม่เหมือนข้่าวที่มีเมล็ดงาม  ย่อมน้อมรวงต่ำ   บางคนความรู้สูงเพราะได้ไปเรียนเมืองฝรั่งมังค่ามา  ก็จดจำเอาแบบวัฒนธรรมความประพฤติเขามาใช้   ซึงไม่เข้ากับวัฒนธรรมไทยเรา  ทำให้คนอื่นรังเกียจ  เกลียดชังเอาก็มี   เมื่อคนเขาไม่ชอบหน้า  เขารังเกียจเกลียดชัง  เขาไม่ร่วมมื่อด้วย  การงานก็พลอยอึดอัดขัดข้องไม่ราบรื่น   ความรู้ดีแต่ความประพฤติไม่งาม  จึงกลับทำให้คุณสมบัติแรกคือความรู้ดีน้ันเสื่ีอมไป   เรืองอย่างนึ้แม้แต่วรรณคดีอินเดียโบราณก็มีกวีแต่งไว้ให้อ่านทั้วโลก  คือ เรื่องรามเกียรติ์ วงศ์ยักษ์กรุงลงกานั้น  ความรู้ดีมีฤทธิ์กันทุกคน  แต่ความประพฤติไม่ดีไม่มีศีลธรรม  ใจบาปหยาบชั่ว   จึงถูกพวกวงศ์มนุษย์และลิงยกทัพไปปราบปรามจนราบเรียบ   ได้แก่คนความรู้ดีแต่ไม่มีศีลไม่มีธรรม  คือ ไม่เคารพต่อกฎหมาย  ไม่่มีวินัย ไม่มีคุณธรรมอยู่ในจิตใจ   คนสมัยนี้ทำตัวเหมือนกับยักษ์เมืองลงกาอยู่มาก  ความรู้ดี  ความรู้สูง เป็นนักวิชาการ  แต่ขาดศีลธรรมขาดศาสนา  ไม่มีความเคารพคนที่ควรเคารพ   ไม่อ่อนน้อมถ่อมตน  กิริยาไม่ดี  วาจาไม่ไพเราะเหมาะสม  เรื่องความประพฤติจึงต้องนำมาพิจารณาในการคัดเลือกคนเข้าร่วมงาน   โดยเฉพาะงานราชการเป็นงานสาธารณะ  มีผลสะท้อนถึงสาธารณชน   เป็นที่เพ็งเล็ง เป็นที่เอาอย่าง   เป็นที่คนทั้งหลายจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เสมอ  เรื่องความประพฤติเป็นเรี่องสำคัญอย่างยิ่ง   ความรู้ดีแต่เป็นคนประพฤติเสีย  มีความมัวหมองทางความประพฤติ จะเป็นคนดีได้อย่างไร   จะทำงานให้ประสบคามสำเร็จได้อย่างไร  เพราะคนทั้งหลายเขารังเกียจเสียแล้ว   คนเราไม่ได้ทำงานคนเดียวได้สำเร็จ  จะต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น  จะต้องมีผู้อื่นร่วมมือด้วย  งานจึงจะสำเร็จ  ถ้าหากคนอื่นเขารังเกียจความประพฤติเรา  หรือไม่ชอพออัธยาศัยเรา  เขาไมร่วมมือด้วย  หรือไม่กระตือรือร้นที่จะช่วยอย่างเต็มใจ  หรือนิ่งเฉยเสีย  หรือคอยชักขาเอาไว้   งานย่อมจะไม่ราบรื่น  ความประพฤติของคนจึงมีความสำคัญไม่น้อยเลย  ความประพฤติเป็นส่วนประกอบอันสำคัญยิ่งในการทำงาน โดยเฉพา่ะที่เรียกว่างานราชการ  งานหลวง  หรืองานสาธารณะทั้วไป

      ทุกวันนี้บ้านเมืองเรามีคนที่มีความรู้สูงขึ้น  คนมีความรู้หาได้ไม่ยากนัก   แต่ในเวลาเดียวกัน  ความประพฤติของคนเราที่เรียกว่า  มีความประพฤติดีประพฤติงามน้้ัน ดูจะน้อยลงไปด้วย  เพราะคนมีความรู้พากันคิดว่า  ความประพฤติไม่สำคัญ  ขอให้มีความรู้ดีก็แล้วกัน   บางคนก็พูดว่า ความประพฤติเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  ไม่เกี่ยวกับงาน  ขอให้เขาทำงานให้เราก็แล้วกัน  คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดของคนคิดตื้นๆ  ไม่ได้คิดว่าคนประพฤติไม่ดีจะทำงานใดดีอย่างไร  เพราะความประพฤติน้ันคือ  "งาน"  อย่างหนึ่งของตน  เป็นงานภายใน เจาประกอบ "กรรม"   อยู่ตลอดเวลา  เรียกว่า  "กายกรรม- การกระทำทางกาย  วจีกรรม-การกระทำทางวาจา"   ก็เมือ่เขาทำกรรมส่วนตัวไม่ดีแล้ว  เขาจะทำกรรมส่วนรวมดีได้อย่างไร  เมื่อเขาทำกรรมภายในไม่ดีแล้ว   เขาจะทำกรรมภายนอกดีได้อย่างไร  คนอื่นเขาก็รังเกี่ยจ เขาไม่ร่วมมือด้วย  งานจะสำเร็จเรียบร้อยได้อย่างไร  ยิ่งถ้าเป็นงาน  "หัวหน้างาน"  ลูกน้องก็ไม่รักใคร่นับถือ  เพราะความประพฤติไม่ดี  ปกครองคนไม่ได้  คุมคนไม่ได้เช่นนี้  เขาจะทำงานใหญ่ให้ชาติบ้านเมืองได้อย่างไร
   
     ความประพฤติงาม   จึงเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ  ถ้าหากความรู้เป็นสีของดอกไม้  ความประพฤติก็เป็นกลิ่นของดอกไม้    ดอกกุหลาบมีค่าอยู่ที่กลิ่นของมันฉันใด  คนจะมีคุณค่าก็อยู่ที่ความประพฤติดีงามฉันน้้น    คำโบราณจึงว่า   "สวยแต่รูป  จูบไม่หอม"  ก็ไร้ค่า    ใครจะเถียงว่าความประพฤติไม่สำคัญ  ก็ลองไปอยู่ใต้ปกครองของนายที่ประพฤติชั่วให้เห็นตำตาตำหูอยู่ทุกวันแล้ว  จะรู้สึกได้เองว่า  ความประพฤตินี้สำคัญ่ยิ่งกว่าความรู้ดีเป็นไหนๆ   อยู่กับนายที่โง่เขลาดีกว่าอยู่กับนายที่เลวทราม ก็รู้กันดีทั้วไปมิใช่หรือ  

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล (ตอนที่ ๒)


๑. มีความรู้ดี

      ความรู้ดีเป้นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์  มนุษย์มีความเจริญขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะผลของการศึกษาอบรม  คนที่ได้รับการศึกษาอบรมดี   ย่อมจะเป็นคนที่มีคุณภาพสูง  ประเทศใดประชาชนในชาติมีการศึกษาอบรมดี   ประเทศน้ันก็มีประชาชนทีมีคุณภาพสูง   ประเทศนั้นก็เจริญรุ่งเรือง   ทุกวันนี้เราวัดคุณภาพของคนจากการศึกษา   โดยเฉพาะการทำงานทุกอย่าง   ความรู้ช่วยได้มาก  คนที่จะทำงานการได้ผลดีมีประสิทธิภาพ  จะต้องเป็นคนได้รับการศึกษาดีมีความรู้  ยิ่งงานราชการและงานสาธารณะทั้วไปย่อมต้องการคนที่มีความรู้สูง   ความรู้น้ันเราจะวัดได้ง่ายาๆ จากประกาศนียบัตรนีบัตรหรือปริญญาบัตรที่ได้รับมา   เพื่อแสดงว่าได้ผ่านการศึกษามาระดับใด  วิชาใด  สาขาใด  จากสำนักไหน  ตรงกับงานการที่ทำหรือไม่  ความรู้จึงนับว่าเป็นพื้นฐานของชีวิตและการงาน  เป็นอันดับแรกที่จะต้องนำมาพิจารณาคัดเลือกคน
 
     คนที่มีความรู้ดี  มีความรู้สูงซึ่งสถาบันการศึกษารับรองมาแล้ว   ย่อมจะไ้ด้รับความเชื่อถือก่อน  ได้รับการพิจารณาก่อน  ได้รับการคัดเลือกก่อน  ความรู้ดีจึงเป็นคุณสมบัติอนัสำคัญที่ผู้พิจารณาคนจะต้องนำมาพิจารณาก่อนเป็๋นเบื้องแรก  คนที่มีความรู้ดี มีความรู้่สูง   จึงย่อมมีโอกาสก่อน   แต่ในกรณีผู้มีพื้นฐานความรู้เท่ากัน   เช่น จบปริญญาตรีมาเท่ากัน   ก็จะต้องพิจารณาถึงสาขาวิชา   ว่าจบปริญญาตรีสาขาอะไร  ตรงกับงานการนั้นหรือไม่  ถ้าจบสาขาเดียวกันก็จะต้องเลือกสำนักหรือสถาบันการศึกษาว่าจบมาจากสถาบันไหน   เพราะบางทีจบมาจากสถาบันหนึ่ง  มีคุณภาพสูงกว่าอีกสถาบันหนึ่ง

     เรื่องความรู้ดีนี้ มิได้หมายความว่า    ผู้ทีจบปริญญาโทจะต้องดีกว่าผู้ที่จบปริญญาตรี  หรือผู้ที่จบปริญญาเอกจะต้องเก่งกว่าผู้จบปริญญาโทเสมอไป   บางทีงานน้ันอาจต้องการคนที่จบปริญญาตรีเท่านั้น  และบางทีคนที่เรียนมากเกินไปจนจบปริญญาโทปริญญาเอก จะกลายเป็นนักวิชาการมากเกินไป  เกิดความมึนซึมไม่คล่องแคล่ว  ไม่คล่องตัว  ไม่เหมาะสมที่จะให้ทำงานเป็นนักบริหาร   ซึงมีหน้าที่ควบคุมงาน  ควบคุมคน  โดยกว้างขวางก็มีอยู่เหมือนกัน  การศึกษามากเกินไปน้ันมีผลทำให้คนฟุ้งซ่านมาก เพือฝันมาก  หลงตัวเองมาก  หลงหลักวิชาการมาก  จนมีสภาพเหมือนนักคิดนักฝัน  ไม่เหมาะที่จะทำงานเกี่ยวข้องติดต่อสัมพันธ์  สัมผัสกับคนหมู่มาก   เพราะแนวคิดไม่ใกล้เคียงกัน  ทำให้งานเสียไปก็มี  เรื่องความรู้ดีนี่้จึงตองระมัดระวังเรือง  "รู้ดีเกินไป"   ด้วย  ต้องพิจารณาเลือกคนทีมีความรู้ดี   พอเหมาะกับงาน   พอเหมาะกับหมู่คณะและพอเหมาะกับสภาพของท้องถิ่น สังคมด้วย  เราจะต้ังนักปราชญ์ไปทำงานกับชาวบ้านน้ันก็เห็นจะเป็นไปได้ยาก  

     อย่างไรก็ดี   เรื่องความรู้ดีนี้  เป็นพื้นฐานทีจะต้องนำมาพิจารณาก่อนอื่น  ถึงแม้จะไม่ใช่ข้อสำคัญที่่สุดก็ตาม
(โปรดติดตามตอนต่อไป)

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักการสรรหาบุคคล ( ตอนที่ ๑)

หลักการสรรหาบุคคล  

      คนเราเกิดมาต้องอยู่กับคน  คนจึงต้องคบหาสมาคมกับคนอื่น  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คบคนดีอย่าคบคนชั่ว  แต่คนดีน้ันดีอย่างไร  จะเอาอะไรมาตัดสินขี้ขาด  บางทีเรามีบุญวาสนาได้เป็นหัวหน้าคน  มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคัดเลือกคนมาร่วมงาน หรือแต่งต้ังให้เขาดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญกว่าเก่า     เราจะเลือกใคร  เราจะเอาอะไรเป็นหลักในการพิจารณาคัดเลือกแต่งต้ังคน  (สมมุติกันเล่นๆ ให้ใหญ่โตโก้หน่อยก็ต้องสมมุติว่า ถ้าเราได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี)   เราจะพิจารณาคัดเลือกอย่างไรจึงจะได้คนดีมาร่วมคณะรัฐบาลทำงานบริหารราชการบ้านเมือง  

     การพิจารณาคัดเลือกคนนี้มีอยู่ทุกระดับ  แต่งต้ังระดับต่ำถึงระดับสูง  เพราะฉนั้นควรจะคิดพิจารณาหลักเกณฑ์การคัดเลือกคนกันบ้างคงจะมีประโยชน์กว่าไม่คิดเสียเลย  
     
   ได้ลองคิดนึกตรึกตรองดูจากประสบการณ์ชีวิตการงานที่ผ่านมา   หลักการพิจาณาบุคคลเพื่อคัดเลือกแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งใหม่ในหมู่คณะน้ัน   ควรจะมีหลักเกณฑ์พิจารณา  ๑๕ ประการ  เรียกว่า   "หลักการสรรหาบุคคล"  ดังนี้   

     ๑. มีความรู้ดี
     ๒. มีความประพฤติงาม
     ๓. มีความสามารถ
     ๔. เป็นสัตบุรุษ
     ๕. เป็นคนสุจริต
     ๖. เป็นมิตรร่วมใจ
     ๗. เป็นเวไนยชน
     ๘. เป็นคนกตัญญู
     ๙. รู้จักหน้าที่น้อยใหญ่
     ๑๐. เป็นไทยแก่ตน
     ๑๑. พหูชนเห็นชอบ
     ๑๒. ประกอบบุญญลักษณ์
     ๑๓. มีหลักฐาน
     ๑๔. แม่บ้านดี
     ๑๕. มีพระเจ้า 

           ดังจะอธิบายขยายความตามหัวข้อข้างบนต่อไป 


วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คำนำ

คำนำ

     การบริหารราชการนั้น  หัวหน้างานมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง  คือ การพิจารณาคัดเลือกสรรหาบุคคลมาร่วมคณะบริหาร  เมื่อหัวหน้างานคือตำแหน่งรองลงไปว่างลง  จะต้องแต่งต้ังบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งน้ัน  จำเป็นจะต้องพิจารณาคัดเลือก  หรือสรรหาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น ถ้าเลือกได้คนที่เหมาะสม  งานก็จะเจริญก้าวหน้า   ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น  ถ้าเลือกคนได้ไม่เหมาะสม  งานก็จะไม่ค่อยก้าวหน้า  มีปัญหาเกิดขึ้นมาให้ต้องแก้ไขอยู่เสมอ  การคัดเลือกสรรหาบุคคลจึงสำคัญไม่ใช่น้อย   นับว่าเป็นเรื่องสำคัญเบื้องแรกของการบริหารราชการ
     คนบางคนสมัยนี้  มักจะพูดกันว่า  การบริหารราชการสมัยโบราณของไทยเรานั้น การคัดเลือกแต่งต้ังคนเป็นระบบ"อุปถัมภ์"  ไม่ใช่ ระบบ" คุณธรรม"  สู้สมัยปัจจุบันไม่ได้  เพราะเป็นระบบคุณธรรมถือเอาความรู้ความสามารถเป็นหลักในการแต่งตั้งบุคคล  แต่บางคนก็พูดอีกว่า  ทุกวันนี้ระบบพรรคพวก  เป็นยุคของการเล่นพรรคเล่นพวก  จะแต่งต้ังใครก็คำนึงถึงพวกของตนก่อน  เป็นนักเรียนร่วมโรงเรียน  ร่วมรุ่นบ้าง  สมัยประชาธิปไตยก็ถือพรรค พรรคการเมืองไหนได้ขึ้นเป็นใหญ่ก็ตั้งคนในพรรคของตน  หรือคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองของตน  นายกรัฐมนตรีเป็นคนภาคไหน  ก็เอาคนภาคน้ันมาเป็นพรวน
     อันที่จริงสมัยประชาธิปไตย  ท่านจะแต่งตั้งขุนนางผู้ใหญ่ท่านก็คัดเลือกคนจากวงในของท่าน  จนมีคำพูดว่าคนที่จะได้ดีเร็วนั้น ต้องมีชาติ มีตระกูล มีมูลนาย ก็จริงอยู่   แต่คนที่มีชาติผู้ดีมี่ตระกูลมูลนายนั้นก็มีอยู่มากด้วยกัน   ในจำนวนคนเหล่านี้  ท่านก็ต้องคัดเลือกแต่งตั้งเหมือนกัน  ไม่ใช่ว่าจะแต่งตั้งได้หมดทุกคน  คนที่เป็นลูกท่านหลานเธอ ตกต่ำอยู่ก็มี   เพราะขาดคุณสมบัติที่ท่านต้องการ  เช่น ความรู้  ความสามารถ ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี เป็่นต้น   แม้ในยุคสมัยที่ว่าเป็นยุคเล่นพรรคเล่นพวกนี้ บรรดาคนที่เป็นพรรคเป็นพวก  เป็นพึ่น้องร่วมภาค  ร่วมรุ่น  ก็มีอยู่มากหน้าหลายตา  จำเป็นที่จะต้องคัดเลือกสรรหาเหมือนกัน   เพราะฉนั้นไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน  การเล่นพรรคเล่นพวก เล่นภาค ก็คงมีอยู่  แม้พระบรมศาสดาก็สอนว่า  "ญาตฺกานญฺจสฺโห   เอตฺมคลมฺตตัง " (การสงเคราะห์ญาติเป็นอุดมมงคล)   แต่จะสงเคราะห์แต่งตั้งญาติให้เป็นใหญ่หมดทุกคนก็คงไม่ได้  แม้ในหมู่ญาติก็ต้องพิจารณาคัดเลือกเหมือนกัน  บางทีคนอื่นดีกว่าญาติก็มีอยู่  ถึงจะดันทุรังแต่งต้ังญาติที่ขาดความรู้  ความสามารถ ไม่ซื่อสัตย์คนอื่นเขาคงไม่ยอม  
     เพราะฉนั้นก็พอสรุปได้ว่าไม่ว่ายุคไหน สมัยใด  ไม่ว่าจะเรียกระบบอุปถัมภ์หรือระบบเล่นพรรคเล่นพวก หรือเล่นภาค  ก็คงจะคัดเลือกสรรหาบุคคลที่เหมาะสมขึ้นดำรงตำแหน่งอยู่ตลอดไป  ไม่ว่าประเทศเสรีประชาธิปไตย  หรือประเทศคอมมิวนิสต์เหมือนกัน
     จึงเป็นภาระหน้าทีึ่ของผู้มีอำนาจจะต้องคัดเลือกสรรหาบุคคล เพื่อแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น  การพิจารณาคัดเลือกสรรหาบุคคลนี ้ผู้มีอำนาจย่อมจะมีหลักเกณฑ์ยึดถือแล้ว  เช่นมีกฎหมาย กฎ ก.พ.  ระเบียบ หรืแม้แต่หลักเกณฑ์โดยเฉพาะของหมู่คณะน้ัน  วงงานน้ัน  หรือแม้แต่หลักเกณฑ์ในใจของผู้มีอำนาจเอง  ก็ล้วนแต่มีหลักเกณฑ์ทั้งสิ้น  ซึ่งที่จริงก็เป็นหลักเกณฑ์กว้าง  หรือ  หลักเกณฑ์อันเลื่อนลอย ถึงเวลาปฎับ้ติจริงๆเข้าก็มักจะเป็น   "หลักเกณฑ์ตามอำเภอใจ"   เช่น  เมื่อตำแหน่ง "เจ้าเมือง" หรือ "อธิบดี"  ว่างลง  รัฐมนตรีมหาดไทยท่านจะต้ังใครขึ้่นแทนท่านก็คงจับเอาคนขึ้นมา  ๔ - ๕ คน  ดูประวัติหน้าตาแล้วก็ตัดสินใจเลือก คนที่ฉันชอบ  คนหนึ่งแล้วก็แต่งต้ังคนนั้น 
     แต่  "หลักเกณฑ์อันละเอียดอ่อน"  หรือ  "หลักเกณฑ์อันแยบคาย "  หรือ  "หลักเกณฑ์อันชอบธรรม" ในการสรรหาบุคคล ตนเองก็ไม่ติเตียนตนเองได้  คนอื่นก็ไม่ตำหนิได้นั้น  ยังไม่่เห็นมีใครเขียนขึ้น    
     
     ข้าพเจ้าจึงอยากจะอาสาเขียน  "หลักเกณฑ์อันละเอียดอ่อน"   หรือ "หลักเกณฑ์อันแยบคาย"  หรือ  "หลักเกณฑ์อันชอบธรรม"  ในการพิจารณาสรรหาบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อให้ท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายทั้งปวงพิจารณาสักเรืองหนึ่ง   ส่วนที่ว่าจะเหมาะจะดีจะควรนำไปใช้ปฎิบัติได้เพียงใดนั้นก็สุดแท้แต่ท่่านจะพิจารณากันต่อไปว่า  "หลักการสรรหาบุคคล"  ๑๕ ประการนี้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ได้เพียงใด  ท่านผู้ใดเคยใช้หลักเกณฑ์เหลานี้บางข้อหรือหลายข้อแล้วแต่สามัญสำนึกก็มีอยู่เป็นอันากใช่หรือไม่  ลองถามตัวท่านเองดูเถิด  ขอเรียนว่า  หลักเกณฑ์นี้เป็นหลักเกณฑ์แบบไทยๆ  ของเราเองที่ใช้กันมานานแต่โบราณแล้ว   หากแต่ยังไม่มีผู้ใดเขึยนขึ้นไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น  ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า  "หลักการสรรหาบุคคล"  นี้มีผู้ใช้กันอยู่แล้วโดยสามัญสำนึก   หากแต่ยังไม่มีผู้ใดเขียนขึ้นไว้เป็นหลักฐาน  ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นไว้  เพื่อจะได้ใช้กันเป็นหลักฐานต่อไป  อย่างน้อยก็สำหรับคนที่ชอบใจหลักเกณฑ์นี้สักคนหนึ่งคือ ตัวข้าพเจ้าเอง  ซึ่งมี่อำนาจหน้าที่สรรหาบุคคลอยุู่เหมือนกัน  

                                                               
                                      เทพ     สุนทรศารทูล
                                                         
                                       ๑๘  มี่นาคม  ๒๕๒๔